JeJe's profileเมอร์ซิเออ เจเจ เฮนรี่BlogListsGuestbookMore ![]() | Help |
เมอร์ซิเออ เจเจ เฮนรี่ |
||||||||||||||
|
|
ขอบคุณสำหรับการเข้าเยี่ยมชม!
March 14 เมสโธเรีย ตอนที่ 6 (2)“ เฟต้า!! ” มันร่ายมนต์ดำแปลกประหลาดของมันอีกครั้ง มีสายฟ้าสีดำไหลวนรอบแขนทั้งสองที่ห่อหุ้มไว้ด้วยเกราะเหล็กของมันอย่างมหาศาล ไม่นานสายฟ้ามหาศาลนั้นก็มารวมกันเป็นก้อนพลังสีดำทรงอนุภาพที่ฝ่ามือทั้งสองข้างของมัน “ กลับบ้านได้แล้วไอ้สวะฮี่ๆๆๆๆๆๆๆ ” มันหัวเราะดังลั่นด้วยความสะใจ ก่อนมันจะขว้างก้อนพลังสีดำขนาดเท่าลูกบาสเก็ตบอลสองลูกนั้นใส่ครากอนและน้องชายของเขาที่อยู่เบื้องล่างของมัน ก้อนพลังสองลูกนั้นพุ่งมาด้วยความเร็วสูงมาก สายฝนที่สาดกระหน่ำนั่นแตกกระจายเป็นอุโมงค์ยาวด้วยความเร็วของพลังนั้น ครากอนได้แต่ยืนตะลึงและภาวนาให้น้องเขาซึ่งตอนนี้กลายเป็นเกรทไนท์ และมีสี่จอมเทพผู้พิทักษ์สี่ทิศของดินแดนศักดิ์สิทธิ์สถิตอยู่ในช่วยเขา เพราะถึงแม้เขาจะฟื้นพลังมาจนเป็นปกติแล้วก็ยังไม่สามารถต่อต้านพลังที่รุนแรงและแข็งแกร่งของไอ้ปีศาจตนนี้ได้เลยแม้แต่นิดเดียว
โซนิกส์บูม!! บึ้ม!! จู่ๆก็มีพลังสายฟ้าสีขาวสามสายพุ่งเข้าปะทะกับพลังก้อนพลังสีดำของนักรบซาเกาอย่างจังแรงระเบิดรุนแรงมาก จนทำให้เกิดแรงลมมหาศาลทำให้ครากอนกระเด็นกระดอนไปไกลหลายสิบเมตรเพราะแรงลมมหาศาลนี้ เมื่อแรงลมนั้นหมดไปเขาก็ได้เห็นต้นไม้ล้มระแนงระนาทเป็นวงกว้างซึ่งเกิดจากแรงระเบิดเมื่อกี้ ฝนที่กระหน่ำตกลงมาทำให้พื้นดินเจิ่งนองไปหมด เสียงฟ้าผ่าฟ้าแลบก็ดังอย่างต่อเนื่อง ท้องฟ้าที่มืดมนยิ่งทำให้บรรยากาศโดยรอบน่าหวาดกลัวยิ่งขึ้น แต่มีบางสิ่งบางอย่างที่กำลังส่องแสงสว่างทามกลางความมืดมนอยู่ แสงสีส้มเจิดจ้าส่องประกายออกมาจากร่างของนาวิโร่ซึ่งตอนนี้กลายเป็นเกรทไนท์นักรบในตำนานซึ่งมีเทพผู้พิทักษ์ทั้งสี่ทิศของดินแดนศักดิ์สิทธิ์สิงสถิตอยู่ ปีกทั้งสี่ที่แสนสวยงามของเขากางออกทำให้ร่างของเขาลอยขึ้นจากพื้นดินยิ่งลอยสูงมากเท่าไรแสงสีส้มที่ห่อหุ้มร่างเขาอยู่ก็ยิ่งเจิดช่างดูสง่างามประดุจเทพสวรรค์จริงๆ แต่อีกสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของนาวิโร่นั้นคือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับเขามากยิ่งหนัก มันคือนักรบซาเกา นักรบแห่งความมืด ผู้รับใช้เทพแห่งความชั่วร้ายซาตาน
“ แกเป็นใคร.... ” มันตะโกนถามนาวิโร่ พร้อมกับหายถี่ๆ ตาของมันแดงก่ำราวราวกับเลือด และเขม่นสายตาที่ดุดันมาหานาวิโร่ด้วยความโกรธแบบสุดๆ
“ ซาเกาอย่างพวกแกดับสูญไปกว่าห้าพันปี แล้วแกไปหลบอยู่แถวไหนมาถึงได้รอดมายังดินแดนศักดิ์สิทธิ์อีกล่ะ ” ตอนนี้ดูเหมือนว่าเหล่าเทพทั้งสี่ได้ออกจากร่างของนาวิ-โร่แล้วเพราะเสียงที่ออกมานั้นมันเป็นเสียงของนาวิโร่จริงๆ ด้วยคำพูดที่ท้าทายเจ้าปีศาจนั้นเต็มที่
“ ดูถูกด้านมืดมากไปแล้ว ” มันกัดฟันพูดด้วยอาการที่โกรธแบบสุดๆ มือของมันกำดาบรูปเสี้ยวพระจันทร์ของมันอย่างแน่นมากจนด้ามจับของดาบเกิดรอยร้าว ดูเหมือนว่ามันอยากจะเอาดาบของมันสับนาวิโร่ให้แหลกเป็นพันๆชิ้น “ เตรียมตัวตายได้แล้ว ” มันตวาดเสียงอย่างรุนแรงด้วยความโกรธ พร้อมกับชูมือข้างขวาของมันขึ้นฟ้า
แบล็คฮอค!!! ประจุไฟฟ้าหลากหลายสีสันก่อตัวขึ้นบนฝ่ามือของมัน สายฟ้าหลากหลายสีเหล่านั้นรวมตัวกันจนกลายเป็นก้อนพลังกลมๆหลากหลายสีสัน จากนั้นมันก็โยนก้อนพลังนี้ขึ้นไปรวมตัวกับเมฆดำที่อยู่เหนือหัวเขา เมื่อก้อนพลังนั้นเข้าไปรวมตัวกับเมฆดำมันก็เริ่มก่อปฏิกิริยาแปลกมันเริ่มก่อรูปร่างกลายเป็นรูปเหยี่ยวสีดำขนาดยักษ์ ไม่นานมันก็พุ่งมาตรงมายังนาวิโร่ “ จำภาพวาระสุดท้ายของแกไว้ ฮา ๆๆๆๆ ” มันหัวเราะด้วยความชอบใจทันทีที่พลังนั้นพุ่งตรงไปหานาวิโร่
“ เล่นไม่ยากหรอกเจ้าซาเกา ” นาวิโร่พึมพำเบาๆกับตนเอง
ไนท์วิง!!! แสงสีส้มที่อยู่รอบตัวเขามันกลายสภาพเป็นรูปนกเปลวเพลิง สีของแสงนั้นกลายเป็นสีแดงเปลวไฟ ความร้อนของเปลวไฟนั้นไม่ต่างอะไรจากลาวาของภูเขาไฟที่หลอมละหลายได้ทุกๆอย่าง พลังเหยี่ยวแห่งความมืดของไอ้ซาเกานั้นพุ่งเขามาไกลเขาทุกที่ “ ดูให้ดีนะไอ้ปีศาจนี้คือพลังแห่งเทพ!! ” เขาตะเบงเสียงใส่เจ้าซาเกา เข้าพุ่งเข้าใส่พลังเหยี่ยวมืดนั้นทันทีที่พูดเสร็จ เขาไร้ซึ่งความหวาดกลัวถึงแม้พลังไนท์วิงของเขาจะดูแล้วทรงอำนาจแต่เมื่อไปเทียบขนาดกับพลังเหยี่ยวมืดนั้นถือว่าเขามีขนาดเล็กมาก เขาพุ่งทะยานเข้าปะทะอย่างรวดเร็วแค่เพียงกระพริบตา
บึ้ม!!!! เมสโธเรีย ตอนที่ 6นักรบในตำนาน
“ นี้......เป็น......ไปได้ไง ” เสียงของเขาสั่นจนผิดปกติพอๆกับร่างกายของเขาที่สั่นราวกับคนเป็นไข้จับสั่น มันสั่นด้วยความตกตลึงแบบสุดๆกับสิ่งที่นัยน์ตาสีน้ำตาลของพบเห็น ฟอว์ ฟอว์!! เสียงคำรามของกริฟฟ่อน มันมีท่าที่ตื่นตระหนกในสิ่งที่พบเห็นไม่แพ้เจ้านายของมัน ปีกของมันสั่นระรัว แววตาอันดำและกลมโตของมันเบิกกว้าง ตึง!! เสียงดาบยาวประจำกายอัศวินอันหนักอึ้งของเขาร่วงลงสู่พื้นเพราะมือของเขามันสั่นมากจนหมดแรงที่จะจับดาบไว้ได้ บรรยากาศในที่นี้ร้อนอบอ้าวมากๆและดูเหมือนว่ามันจะไม่ท่าทีที่จะลดลงเลยแต่กลับสูงขึ้นเรื่อยๆจากไอร้อนของพลังที่ส่งมาจากนาวิโร่
“ อ๊ากกกกกกกกกกกก ” เสียงคำรามอันดังก้องของนาวิโร่แผ่ไปกว้างไกล เสียงที่เปลี่ยนไปจากเสียงของนาวิโร่คนเดิมที่อ่อนโยนและขี้เล่น มันเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงหนักแน่นและเต็มไปด้วยพลังของนักรบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทำให้ครากอนผู้เป็นพี่หวั่นใจอย่างมากว่านี้คือน้องของเขาคนเดินหรือป่าว หรืออาจจะเป็นอะไรบางอย่างที่น่ากลัวกว่านั้น คือ ปีศาจ
“ นาวิโร่ ” เขาขยับไปไกลร่างของน้องชายของเขาอย่างระมัดระวังพร้อมกับพยายามที่จะเรียกชื่อน้องชายของเขาโดยความหวังที่จะได้ยินเสียงตอบรับอย่างที่เคยได้ยินมาก่อน แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความเงียบที่แฝงไว้ด้วยอำมหิตอย่างเหลือล้น นาวิโร่ในตอนนี้ยืนอยู่สงบไม่ไกลจากเขามากนัก ร่างของนาวิโร่เริ่มมีบางอย่างที่ผิดปกติไปร่างกายของเขาส่งควันบางอย่างออกมาในทุกๆส่วนจนมันห่อหุ้มร่างของเขาไว้ อุณหภูมิที่ร้อนจัดราวกับมีลาวาไหลเวียนอยู่ในตัวของเขาถูกส่งออกมาจากร่างของเขา มันทำให้ทุกอย่างที่อยู่รอบตัวของเขามันร้อนอย่างทันตาเห็น มันร้อนจนทำให้เหงื่อของครากอนไหลออกมาราวกับสายน้ำ ดวงตาของเขาว่างเปล่า มันขาวโพลนสนิท ไม่แตกต่างกับคนที่ตายแล้ว ผมสีทองยาวของเขาพุ่งชี้ขึ้นฟ้าราวกับมีลมบางอย่างพัดขึ้น ลมร้อนพลังมหาศาลพัดเป็นวงกลมรอบตัวเขามันแรงมากจนพัดต้นไม้รอบๆนั้นล้มพินาศไปหมด ร่างของครากอนและกริฟฟ่อนของเขาก็ถูกพัดกระเด็นไปอย่างรวดเร็วไม่ต่างอะไรกับใบไม้แห้งที่โดนลมพัด ครากอนกระเด็นไปอย่างรวดเร็ว ร่างของเขาไปกระแทกกับต้นไม้ขนาดใหญ่อย่างรุนแรง แต่โชคดีที่เขาร่ายเวท บาเรีย ไว้ได้ทันไม่งั้นหลังของเขาต้องหักแน่ๆ เมื่อตัวเองปลอดภัยแล้วสิ่งที่เขานึกถึงอีกคือกริฟฟ่อนของเขา เขาพยายามฝืนสายนัยน์ตาขึ้นมาเพื่อตามหากริฟฟ่อนของเขา เขาหันซ้ายหันขวาอยู่พักหนึ่ง เขาจึงพบกับร่างของกริฟฟ่อนของนอนหมดสติอยู่ตายต้นไม้ซึ่งอยู่ห่างจากเขาไปมาก(อย่าตายนะผู้พิทักษ์ข้า) ถึงเขาจะกังวลถึงกริฟฟ่อนของเขาเพียงใด แต่เขาก็ไม่สามารถไปช่วยมันได้ เขาจึงหันกลับมาเพื่อมุ่งตรงมายังนาวิโร่น้องชายของเขา
“ เจ้าคือผู้ที่ใช้มันได้จริงๆเหรอ นาวิโร่ พลังเทพจะเป็นอันตรายแก่เจ้า!! ” ครากอนเขาตะโกนออกมาจนสุดเสียงเพื่อสู้กับแรงลมมหาศาลที่โหมกระหน่ำใส่ตัวเขา ทุกฝีก้าวที่เขาก้าวไปมันยากหนักหนาจนเหมือนกับว่าเขาต้องใช้แรงทั้งหมดของร่างกายเพื่อจะก้าวเท้าเพียงย่างก้าวเดียว นัยน์ตาของเขาไม่สามารถลืมขึ้นได้เลยด้วยแรงลมที่พัดกระหน่ำรุนแรงจนตาของเขาไม่สามารถรับแรงนั้นได้ เขาไม่สามรถรู้ได้เลยว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นเช่นไร สิ่งเดียวที่เขานึกถึงในตอนนั้นอย่างเดียวก็คือน้องชายของเขา
“ บาเรีย ” แสงสีขาวรูปวงรีคล้ายกับโล่ของนักรบโบราณโผล่ขึ้นมากำบังเขาไว้จากพลังลมที่รุนแรง ตอนนี้เขาสามารถเห็นหนทางที่อยู่ข้างหน้าได้อย่างสบาย แต่ละอย่างก้าวของเขามันก็สามารถก้าวได้อย่างง่ายดายราวกับว่าเดินตามปกติ สายลมที่ร้อนระอุเริ่มที่จะเปลี่ยนไปมันรุนแรงขึ้นมาก ทุกอย่างที่ถูกมันพัดเริ่มติดไฟไปหมด จากลมร้อนตอนนี้มันกลายเป็นพายุไฟขนาดใหญ่ที่ก่อตัวเป็นรูปเฮอร์ริเคนหมุนรอบๆตัวนาวิโร่ ตอนนี้ลมหมดไปแล้วพายุทั้งหมดหมุนเข้าหาเฮอร์ริเคนไฟขนาดใหญ่นั้น มันสูงขึ้นไปเสียดฟ้า เมฆสีดำบนฟ้าก็เกิดการแปรปรวน มันเริ่มหมุนเป็นวงกลมทีมีจุดศูนย์กลางที่ถูกดูดเข้าไปในเฮอร์ริเคนไฟ ใช่แล้วเมฆดำที่บดบังแสงอาทิตย์ทั้งหมดที่อยู่บริเวณนั้นถูกเฮอร์ริเคนไฟนั้นดูดเข้าไปหมด ครากอนที่อยู่ไม่ไกลนักได้แต่ยืนอึ้งในสิ่งที่เห็น ขาของเขามันหมดแรงที่จะก้าวเดินต่อไป ตึง!! เขาทรุดลงกับพื้นที่แต่ก่อนเคยเป็นพื้นหญ้าเขียวขจี แต่บัดนี้มีแต่ฝุ่นสีดำที่เกิดจากการเผาไหม้ของบรรดาพืชไม้ไม่ลงเหลือความสวยงามทางธรรมชาติเลย เขาเริ่มหวาดกลัวอย่างที่สุดกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขานัก ตำนานที่อัศวินซินโดมเล่าขานต่อกันมาในทุกๆรุ่นตลอดสองหมื่นปีนี้ ว่ากันว่าในตัวของอัศวินซินโดมทุกคนจะมีพลังแฝงที่ร้ายกาจ มันเป็นพลังบริสุทธิ์ ไม่มีพลังใดจะเทียบเท่าได้แม้จะมาจาก ลอร์ด ออฟ ซาเกา ซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดของพลังสายมืดที่ร้ายกาจ มันจะทำให้ผู้ที่ปลดปล่อยได้รับอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มันเป็นพลังจากเทพนักรบสวรรค์ทั้งสี่องค์ ได้แก่ เทพมีคาร์ตัส เทพแห่งไฟ ,เทพเธโอเดอร์ เทพแห่งลม,เทพยัสซุส เทพแห่งน้ำ และเทพไกอา เทพแห่งดินและธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้อัศวินผู้นั้นกลายเป็น นักรบในตำนานที่มีนามว่า “ เกรท ไนท์ ” มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถใช้พลังนี้ได้ ซึ่งส่วนมากจะเป็นบรรดากกษัตริย์แห่งซินโดมที่เก่งกาจ เช่น มหาศาสดาอเล็กซานเดอร์ ซินโดม,องค์สมเด็จอ๊อกเตเวียส ใจสิงห์,องค์สมเด็จเกสวาริทแห่งจอกศักดิ์สิทธิ์ รวมไปถึงองค์สมเด็จคาร์บี้ ที่สี่ กษัตริย์แห่งซินโดมองค์ปัจจุบัน แต่เคยมีอัศวินมากมายที่ต้องมาตายกับการใช้พลังเทพนี้ ผู้ที่ยังไม่พร้อมแล้วฝืนใช้สิ่งที่รออยู่มีเพียงความตายเท่านั้น น้ำตาที่ไหลเอ่อล้นออกมาจากนัยน์ตาของเขา มันไหลออกมาไม่หยุดราวกับน้ำตก ความหวาดกลัวจะเสียน้องชายไปเป็นสิ่งที่อัดเน้นอยู่หัวใจของเขา
“ นาวิโร่รู้สึกตัวเสียที ” เสียงตะโกนที่เต็มไปด้วยความเศร้าโศกออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจที่ปวดร้าวของครากอน
“ ตะโกนหาอะไรไอ้สวะ ” เสียงแหบแหลมน่าสยดสยองบางอย่างที่เขาไม่ได้ยินมาพักใหญ่แล้วมันดังขึ้นอยู่ด้านหลังของเขา เขาไม่รอช้าที่จะหันหลังไปตามเสียงที่น่าสยดสยองนั้น และสิ่งที่นัยน์ตาของเขาได้มองตามและพบคือ นักรบมืดนิรนามซาเกาคนเดิมที่เขาสู้ด้วยเมื่อไม่นานมานี้เอง มันมาพร้อมกับมังกรดำทมิฬขนาดใหญ่ยักษ์ของมัน
“ เจ้านั้นเล่นข้าหนักไม่ใช้เล่น ข้าต้องจัดการมันให้ตายซะด้วยน้ำมือข้าเพื่อให้สาสมกับสิ่งที่มันทำกับข้า ” มันพูดออกมาด้วยอารมณ์คับแค้นใจแบบสุดๆ สายของมันเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำราวกับสีเลือดนั้นเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้ครากอนรู้ถึงความโกรธที่รุนแรงของมัน มันนั่งนิ่งอยู่บนหลังของมังกรดำของมันอยู่ชั่วครู่ และแล้วไม่นานนักไอ้ปีศาจซาเกาตนนั้นก็ขยับแขนทั้งสองข้างของมันมาข้างหน้า แล้วก้อนพลังสีดำขนาดเล็กก็ปรากฏมา มันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนท้ายสุดมันมีขนาดใหญ่เท่ากับลูกบอล
“ อาชูล่า ” เสียงตะโกนสุดเสียงของมันดังขึ้น ก้อนพลังสีดำนั้นพุ่งเข้าใส่เฮอร์ริเคนไฟนั้นอย่างรวดเร็วยิ่งมันเข้าไกลเป้าหมายมากเท่าไรขนาดของมันก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และดุเหมือนว่าพลังทำลายของมันก็จะรุนแรงตามขนาดของมันไปด้วย เสียงฝ่ากระแสลมของพลังมหึมานี้ดังสนั่นราวกับเสียงปืนใหญ่นับร้อยกระบอกยิงพร้อมกัน
“ นาวิโร่!! ” ครากอนที่อยู่ในสภาพที่สะบักสะบอมพยายามตะโกนสุดเสียงเท่าที่จะมีแรงพอจะทำได้ เสียงของเขานั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวแบบสุดๆอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเศร้าหมองอย่างสุดๆ น้ำตาก็ดูเหมือนจะไหลออกมาไม่หยุด
บึ้ม!! พลังชั่วร้ายนั้นเข้าปะทะกับเฮอร์ริเคนอย่างจัง พลังระเบิดรุนแรงราวกับระเบิด ปะรามาณูลูกเล็กๆลงเลย แสงสว่างเจิดจ้าที่เกิดจากการระเบิดนั้นสว่างไม่แพ้ดวงอาทิตย์เลย ควันไฟจากการระเบิดก็ก่อตัวขึ้นเป็นรูปดอกเห็ดสูงใหญ่มหึมา มันเป็นภาพที่น่ากลัวมากๆ แรงระเบิดทำให้พื้นดินระเบิดเป็นหลุมกว้างใหญ่ราวกับโดนอุกกาบาตพุ่งชนเอา
“ ม่ายยยยยยยยยยยยยย ” เสียงกรีดร้องของครากอน เมื่อเขาได้พบเห็นสภาพที่หลงเหลือจากการระเบิดที่รุนแรงนี้ ร่างกายของเขาทรุดลงนอนกองกับพื้น มันเหมือนกับว่าหมดแรงไปเฉยๆ บัดนี้ความเศร้าโศกได้ครอบงำจิตใจของเขา น้ำตาเป็นสิ่งเดียวที่เขารู้สึกได้ในตอนนั้น มันไหลออกมาราวกับฝนตก
“ ทำไหมแกถึงได้ซีเรียสจังเลย มาเติมรอยยิ้มให้ใบหน้าหน่อยซิ ฮี่ๆๆๆๆๆ” เจ้าปีศาจซาเกาตนนั้นหัวเราะด้วยเสียงที่น่าสยดสยองของมัน จากการที่ได้ฆ่านาวิโร่ได้สำเร็จและเห็นครากอนในสภาพที่หมดอะไรตายอยากเช่นนั้น “ อย่าเศร้าไปเลยเดียวแกก็จะได้ตามน้องแกไปแล้ว ” “ จงตายซะ ” “อาชูล่า” มันร่ายเวทมนต์ดำอีกครั้ง มือของมันยื่นออกมาพร้อมกับก้อนพลังสีดำที่ดูน่าสะพรึงกลัว แต่คราวนี้เป้าหมายของมันไม่ใช่นาวิโร่อีกแล้ว แต่มันคือครากอน
บึ้ม!! เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ควันไฟที่เกิดจากแรกระเบิดก็กระจายออกเป็นรูปดอกเห็ดกลางอากาศขนาดใหญ่โตไม่แพ้การระเบิดครั้งแรก เป็นเวลานานที่ควันนั้นปกคลุมโดยรอบจนมองไม่เห็นอะไรเลย แต่เมื่อมันหายไปสิ่งที่ปรากฏมันกลับไม่เป็นเช่นที่คาดคิด แสงสว่างบริสุทธิ์เจิดจ้าส่องประกายออกมาจากชายลึกลับคนหนึ่ง ซึ่งนั้นไม่ใช่ครากอนเพราะร่างที่ไร้สติของครากอนนั้นอยู่บนไหล่ที่ล่ำบึกของชายผู้นั้น เขาเดินมาอย่างสุขุมทุกอย่างก้าวของเขาสง่างามราวกับราชสีห์ ชายผู้นั้นเดินมาจนถึงก้อนหินใหญ่ที่มีรูปร่างเหมือนสีเหลี่ยมผืนผ้าพื้นของมันเรียบพอจะนอนได้เลย เขาค่อยๆวางร่างที่ไร้สติของครากอนให้ลงนอนบนก้อนหินนั้นอย่างระมัดระวัง นัยน์ตาที่ขาวโพลนไร้อารมณ์ของชายผู้นั้นจ้องครากอนด้วยความอาลัยอยู่สักพัก และในช่วงนั้นเองที่ครากอนเริ่มได้สติ เปลือกตาของเขาเริ่มขยับ และมันค่อยๆลืมขึ้นอย่างช้าๆ สิ่งแรกที่เขาเห็นอย่างเลือนรางคือร่างของอะไรบางอย่าง แต่เมื่อเขาลองพยายามพิจารณาอย่างจริงจังในที่สุดสิ่งที่เขาเห็นมันก็ค่อยๆชัดขึ้นรายละเอียดต่างเริ่มปรากฏขึ้นทีละนิดตั้งแต่ แขนทั้งสองข้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามที่ทรงพลัง มีรอยสักสีขาวรูปแปลกประหลาดแต่ดูแล้วทรงพลังมากเต็มแขนทั้งสองข้างไปหมด ส่วนลำตัวที่เปลือยของเขาก็ล่ำบึกและทรงพลังไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าแขนทั้งสองข้าง แถมบริเวณหน้าอกที่แข็งแกร่งนั้นก็ปรากฏรอยสักสีขาวแปลกประหลาดเช่นเดียวกับที่แขนเหมือนกัน กางเกงรูปทรงคล้ายของพวกจอมยุทธ์จีนของเขามีสีขาวสะอาดสะอานและมีผ้าคาดเอวสีแดงผืนใหญ่อยู่ เท้าที่ของเขานั้นไม่ได้ใส่รองเท้ามันช่างเรียวงามประดุจเทพบุตร ยิ่งได้สังเกตเห็นว่าชายผู้นี้มีปีกสีขาวบริสุทธิ์ผุดผองสง่างามสองคู่ปรากฏอยู่ด้านหลัง รัศมีแสงสว่างเจิดจ้าแผ่ออกมารอบๆร่างกายของชายผู้นี้ มันทำให้เขาคิดว่าชายลึกลับที่อยู่ตรงหน้าเขานั้นอาจจะไม่ใช่มนุษย์แต่อาจเป็นเทพศักดิ์สิทธิ์องค์ใดองค์หนึ่งของสวรรค์ เขาจึงขยับสายตาที่เริ่มมองเห็นเป็นปกติเหมือนไปยังใบหน้าของเทพองค์นี้เพื่อหวังจะได้ยลโฉมของเทพซักครั้ง แต่เมื่อเขาได้เห็นใบหน้าและนัยน์ตาที่อ่อนโยนนั้นก็รู้โดยทันที่ว่าชายผู้นี้ไม่ใช่เทพแต่เป็น..........
“ นาวิโร่ เจ้ายังไม่ตาย!! ” เสียงของครากอนอัศวินที่อยู่ในสภาพปางตายแสดงได้ถึงความตกใจและดีใจพร้อมกัน น้ำอุ่นๆไหลออกมาจากนัยน์ตาของเขาอีกครั้งแต่คราวนี้มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความเศร้าโศก แต่เป็นน้ำตาแห่งความดีใจที่ได้เห็นน้องชายอีกครั้งในสภาพที่ยังมีวิญญาณอยู่ ไม่ใช่ในสภาพที่ไร้วิญญาณ “ พี่นึกว่าจะเสียเจ้าไปแล้ว ” เสียงของเขาปนไปพร้อมกับอาการสะอื้น ใบหน้าของเขากลับมายิ้มแย้มและเบิกบานอีกครั้ง รอยยิ้มที่แสดงได้ถึงความดีใจแบบสุดๆออกมาเต็มใบหน้าของเขา เมื่อพูดจบเหมือนกับว่าร่างกายมันสั่งการตัวเอง เขากระโดดเข้าไปสวมกอดน้องชายที่ขณะนี้กลายเป็นอะไรบางอย่างที่เกินธรรมดาไปแล้ว แม้ว่าครากอนจะสวมกอดและพูดคุยกับนาวิโร่เท่าไร แต่ปฏิกิริยาที่นาวิโร่ส่งตอบกลับมาให้พี่ชายที่เป็นห่วงเป็นใยเขามากที่สุดๆก็คือความเงียบ ดูเหมือนว่าเขาแทบไม่มีความรู้สึกใดเลยอย่างเดียวที่เขาทำคือยืนนิ่งและเยือกเย็น ไม่ต่างอะไรกับบรรยากาศโดยรอบที่หนาวเย็นกับฝนที่เริ่มสาดลงมาราวกับฟ้ารั่ว
เปรี้ยง!!!! เปรี้ยง!!!! เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นหลายลูกราวกับว่าเทพแห่งสายฟ้าพิโรธ
เมื่อสิ้นเสียงฟ้าผ่าหลายลูกหยุดลง เสียงของสายฝนที่กระหน่ำตกลงมาราวมากับฟ้ารั่วก็เป็นอย่างเดียวที่หูของเขาได้ยิน ตอนนี้เขาพาร่างที่อยู่ในสภาพปางตายของตนมานั่งพักผ่อนบนก้อนหินใหญ่ที่นาวิโร่พาร่างที่หมดสติของเขามาวางไว้ เลือดที่ไหลออกตามแผลนับสิบแห่งทั่วร่างกายที่เกิดจากการต่อสู้กับนักรบแห่งความมืดซาเกาของเขานั้นมันไหลออกมาปะปนไปกับสายฝนที่กระหน่ำตกลงมาและไม่มีทีท่าที่จะหยุดไหล หน้าของเขาที่เมื่อกี้เต็มไปด้วยความสุข บัดนี้มันกลับซีดเซียวลงราวกับคนไกลตาย
“ นาวิโร่จงเป็นอัศวินที่ดีให้ได้นะ ” เสียงของครากอนบัดนี้ดูอ่อนเพลี้ยมาก นาวิโร่ยังคงยืนนิ่งเหมือนเดิมและเป็นอีกครั้งที่ความเงียบและความเยือกเย็นของ นาวิโร่ทำให้เขารู้สึกเหมือนว่าเป็นสิ่งเดี่ยวที่อยู่ ณ ที่นี้ “ สัมผัสได้แล้ว… … . ” เขาหยุดนิ่งแล้วทำท่าทางเหมือนคนกำลังสูดดมเอาอากาศบริสุทธิ์ “ สัมผัสได้แล้ว..” เขาพูดซ้ำอีกรอบ “ อาณาจักรของท่านมหาเทพ ” “ สรวงสวรรค์ ดินแดนแห่งแสงและความดี ” “ คราวนี้ท่านจะรับข้าไปจริงเหรอครับ ” ขณะนี้จิตใจของเขาล่องลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว แต่นัยน์ตาที่ประกายแสงแห่งชีวิตกำลังลิบลี่ของเขาก็จองมองนัยน์ตาที่ขาวโผลนไร้ความรู้สึกของนาวิโร่ผู้น้อง แต่ขณะที่ลมหายใจเฮือกสุดท้ายของเขาจะหมดลงพร้อมกับการมาเยือนของความมืดมิดในสายตานั้น
“ มันยังไม่ถึงเวลาสำหรับเจ้าหรอก ไม่เรื่องนี้ยังไม่จบ เจ้าต้องอยู่ต่อไปเพื่อส่องแสงให้แก่ความมืดในเวลานี้แก่น้องเจ้า ” “ เฮลลิสส์ ” เสียงร่ายเวทมนต์บางอย่างดังขึ้นพร้อมกับแสงสีขาวที่เจิดจ้า
ใช่แล้วถึงแม้เสียงนั้นมันจะมาจากปากของนาวิโร่แต่เสียงนี้มันก็ไม่ใช้ของนาวิโร่ มันเป็นเสียงแปลกประหลาดที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมาเหมือนกับว่ามีชายวัยสูงอายุสี่คนพูดพร้อมกัน เสียงนี้มันเป็นเหมือนมือที่มาดึงวิญญาณของเขาขึ้นมาจากปากเหวแห่งความตาย เขากลับสู่โลกแห่งชีวิตอีกครั้งบัดนี้ร่างกายที่เคยอยู่ในสภาพปางตายของเขา ตอนนี้มันกลับมาเป็นปกติอีกครั้งแผลทุกอย่างหายสนิทไม่มีแม้แต่รอยแผลเป็นราวกับว่ามันไม่เคยมีมาก่อน หรือว่าคนที่มาช่วยเขาไว้คือร่างของนาวิโร่ที่มีสิ่งที่เขาก็ไม่รู้เลยว่าสิ่งใดควบคุมน้องชายเขาอยู่
“ ท่านเป็นใคร ” บทสนทนาที่เต็มไปด้วยความสงสัยเริ่มขึ้น “ เจ้ารู้จักพวกข้าดี ลองใช้ความคิดนึกไตร่ตรองดีๆครากอน ” เสียงที่เหมือนชายแก่สูงวัยสี่เสียงพูดพร้อมกันโต้ตอบเขาทันที เมื่อสิ้นคำสนทนาที่ชวนให้ขบคิดนั้น ครากอนก็นึกย้อนไปถึงคำสอนเกี่ยวกับเกรทไนท์หรือนักรบในตำนาน เขานั่งเครียดคิดอยู่พักหนึ่งในที่สุดปัญญาที่สุดหลักแหลมของเขาก็นึกออก “ หรือ.....ว่าพวกท่านคือ....” ครากอนพูดติดๆขัดๆด้วยอาการตกใจ “ เจ้านึกออกแล้วซินะ ” เสียงนั้นออกมาจากเกรทไนท์ซึ่งก็คือน้องชายเขา “ พวกท่านจริงๆหรือนี้ เทพผู้พิทักษ์สี่ทิศของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เทพมีคาร์ตัส เทพแห่งไฟ ,เทพเธโอเดอร์ เทพแห่งลม,เทพยัสซุส เทพแห่งน้ำ และเทพไกอา เทพแห่งดินและธรรมชาติ นี่มันของจริง ตำนานว่าไว้ไม่ผิด ” ครากอนพูดด้วยอาการที่เหลือเชื่อ นัยน์ตาของเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง โดยไม่อยากจะเชื่อว่าดวงวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตอยู่ในร่างของน้องชายของเขานั้นคือจอมเทพสี่องค์ในตำนานผู้ปกป้องดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ทิศมาตั้งแต่ยุคบรรพกาลก่อนการกำเนิดของมหาศาสดาเป็นล้านๆกัลป์ “ เจ้าต้องดูแลน้องเจ้าให้ดีบทบาทของเขาในตำนานนี้ยังไม่จบ ไม่นานเขาจะได้พบกับผู้ปลดปล่อยผู้ซึ่งจะไม่มีอัศวินซินโดมผู้ใดในปฐพีนี้จะเทียบเขาได้ เขาจะแข็งแกร่งประดุจมหาศาสดา ทรงพลังเท่ามหาเทพยูเรียส ยุคใหม่ใกล้เข้ามาแล้วและน้องเจ้าจะเป็นผู้กำหนดมัน ” ถ้อยคำและน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยปริศนาจากจอมเทพทั้งสี่ทำให้ครากอนอดสงสัยไม่ได้ “ ท่านหมายความว่าไงผู้ปลด...... ”
“ เฮ้ย ข้ายืนฟังแกและไอ้เดนเทพของแกมานานพอแล้ว ตายๆไปทั้งคู่นั้นแหละ!! ” เสียงตะโกนน้ำเสียงอันน่าสยดสยองดังขึ้นมาตัดบทขณะที่ครากอนกำลังจะถามเกี่ยวกับผู้ปลดปล่อย เขาหันไปมองตามต้นทางของเสียงและมองผ่านสายฝนที่สาดกระหน่ำ ใช่แล้วเจ้านักรบมืดซาเกากับมังกรดำขนาดมหึมาพาหนะที่แสนน่ากลัวของมันอยู่ห่างจากเขาไม่ไกลนัก การที่เขาได้พบกับเกรท ไนท์ นักรบในตำนานและสี่มหาเทพทำให้เขาลืมนึกถึงเจ้าปีศาจตนนี้ไปเลย เมสโธเรีย ตอนที่ 5 (2) “ อะไรของมันนี้ ” เสียงบางอย่างดังขึ้นมามันแหบและแหลมฟังดูน่าเกลียดมากดังมาแผ่วๆเขาคุ้นเคยกับเสียงนี้มาก หรือมันอาจจะเป็นของไอ้ปีศาจซาเกานั้น (เป็นไปไม่ได้)ถึงแม้มันจะเหมือนมากเพียงใดแต่ใจของก็ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“ ตายซะ ” เสียงนั้นดังขึ้นมาอีกครั้งแต่คราวนี้มันเป็นเสียงที่ชัดเจนมากคล้ายกับว่ามีไอ้ปีศาจตนนั้นมาพูดข้างหูเขาเลย เสียงสบถของมันดังขึ้นมาเรื่อยพร้อมกับเสียงสายฟ้าฟาด ในตอนนี้ใจของเขาเริ่มสงสัยแล้วว่าที่นี่คือที่ไหน ถ้าไม่ใช่สวรรค์แล้วมันคืออะไร เขาพยายามรวบรวมความคิดและสติเพื่อไตร่ตรองเรื่องนี้อย่างสุดความสามารถ ร่างกายของเขามันก็พุ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆจนเร็วเกือบเท่าความเร็วแสง ผิวหนังของเขาเริ่มแสบร้อนจากการเผาไหม้ด้วยสาเหตุจากความเร็วมากเกินไปในการพุ่งของร่างกายเขา ยิ่งนานเข้าเขาก็ยิ่งเจ็บปวดทรมานมาก เสื้อผ้าของเขาไหม้หายไปหมด รวมไปถึงผมหรือขนต่างๆในร่างกายก็ไหม้ไปหมด เหลือเพียงร่างกายเปลือยปาวที่ไกล้มอดไหม้ แต่เขาก็พยายามรวบรวมสติอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ร่างกายใกล้สูญจู่ๆในหัวของเขาภาพบางอย่างก็ปรากฏขึ้น เป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาเนินนานจนเขาจำไม่ได้เลยเคยผ่านเหตุการณ์นี้มาก่อน ภาพทุ่งหญ้าโล่งกว้างในหุบเขา แวดล้อมไปด้วยลำธารเล็กๆ พร้อมด้วยกลิ่นอายธรรมชาติ เขาเห็นชายหัวโล้น ผิวดำ ร่างอ้วน ใส่ชุดสีขาวใสบริสุทธิ์ของนักบวช กำลังยืนคุมเด็กชายสองคนที่นั่งกอดเขาบนก้อนสองลูกใต้ต้นไม้ใหญ่ ดูเหมือนกับว่าเด็กสองคนนั้นกำลังนั่งสมาธิอยู่ แต่เขาเห็นใบหน้าของทั้งสองไม่ชัดเขาจึงรวบร่วมสติมุ่งไปที่เด็กสองคนนั้น ภาพหน้าตาของเด็กทั้งสองก็ชัดขึ้น ใบหน้าที่ปรากฏคือเด็กทางซ้ายที่ดูสงบคือเขา ส่วนคนทางขวาที่ดูซุกซนคือนาวิโร่น้องของเขา
“ เด็กๆการทำสมาธิคือพื้นฐานหลักของการเป็นอัศวินที่ดี เพื่อที่จะได้รู้จักควบคุมตนเองเวลาเจอเหตุการณ์ที่เสี่ยงต่ออันตราย เข้าใจไหม ” นักบวชผู้นั้นพูดสอนไปขณะที่เดินวนรอบๆเด็กๆ “ ครับ” ทั้งสองตอบพร้อมกันหลังจากนักบวชพูดเสร็จ
“ อะไรนะ พูดให้มันดังสมกับเป็นอัศวินหน่อยสิ”
“ ครับ!!” เด็กทั้งสองไม่รอช้าที่จะตะโกนตอบด้วยน้ำเสียงที่มุ่งมั่น
“ ดีมาก หลักการง่ายๆของสมาธิก็คือการควบคุมจิตใจ เมื่อไรที่เราคุมจิตไม่ได้มันจะพาเราไปพบกับสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าความตาย ผู้ใดที่ควบคุมจิตของตนได้คนผู้นั้นจะเป็นได้ทุกๆอย่าง จิตของเรามีห้องหนึ่งอยู่ภายในจิตใจส่วนลึกของเรา มันเป็นห้องที่ว่างเปล่าจะเปลี่ยนไปตามจิตที่วุ่นวายของเรา หากนึกถึงนรก มันก็จะเปลี่ยนเป็นนรก ห้องนี้เรียกว่า อุโมงค์จิต หากเราสามารถควบคุมจิตได้แล้วเขาไปในอุโมงค์จิตนี้อย่างต่อเนื่องเราจะได้พบความรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวาลนั้นคือ สัจจะธรรมแห่งชีวิต แต่หากควบคุมจิตไม่ได้ แล้วหลุดเข้าไปในอุโมงค์จิตนี้ สิ่งที่รอมีเพียงอย่างเดียวคือความตายโดยวิญญาณจะมอดไหม้ไปตลอดกาล….” (ใช่เลยเรายังไม่ตาย เราจะต้องออกไปจากที่นี้) ยังไม่ทันที่นักบวชผู้นั้นจะพูดจบ เขาก็ดึงจิตออกแล้วคืนมาสู่อุโมงค์จิตของเขา ขณะนี้ร่างกายของเขาได้สูญเสียแขน และขาไปแล้ว แต่เขาก็มิได้สนใจ เขามุ่งแต่รวบร่วมจิตเพื่อจะออกไปจากที่นี้ให้ได้ ไม่นานจิตของเขาก็นิ่ง แขน ขา เสื้อผ้า ร่างกายเริ่มกลับมาในสภาพเดิม แต่ความเร็วในการพุ่งของร่างกายไม่ได้ลดลงเลย แต่มันกลับเพิ่มความเร็วขึ้นอย่างมากมายมหาศาล แต่คราวนี้ร่างกายของเขาไม่ได้เกิดการไหม้อะไรเลย ปลายสุดของอุโมงค์แสงที่เคยไรซึ่งปลายทางแต่ตอนนี้ มันกลับมีจุดดำๆโผล่ขึ้น ยิ่งเข้าไปใกล้มากเท่าไรมันก็ใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดเขาก็มาถึงปากอุโมงค์อันดำมืดขนาดใหญ่ ทันทีที่เขาเข้าไปในช่องสีดำนั้น แสงสว่างอีกดวงก็ปรากฏขึ้น ภาพแรกที่เขาเห็นคือ มังกรสีดำน่าเกลียดน่ากลัวพร้อมกับเจ้านายของมัน (เรากลับมาแล้ว)
“ อะไรของมันว้ะ!!” เจ้าปีศาจซาเกาตัวนั้นตะโกนออกมาสุดเสียงด้วยความโกรธเกรี้ยว พร้อมกับยืนมือขวาที่ถูกห่อหุ้มไปด้วยชุดเกราะเหล็กหนามาที่เขา ขณะนั้นบรรยากาศรอบๆตัวมันช่างเลวร้ายมาก มีหลุมระเบิดกว้างมากมายที่เกิดจากฝ้าผ่า ไฟไหม้ลามไปทั่วกินแนวไปหลายกิโล สัตว์ป่ามากมายล้มตายจากไฟป่าจนหมด
“แกตาย!!” เสียงตะโกนไอ้ปีศาจตนนั้นดึงเขาให้กลับมาสนใจสิ่งที่ออกมาจากมือของมัน ปะจุไฟฟ้าสีดำก่อตัวขึ้นตามตามแขนของมัน แล้วค่อยๆไหลมารวมกันตรงกลางฝ่ามือจนกลายเป็นก้อนพลังสีดำสองซึ่งดูอันตรายมากๆ
อาชูล่า!! ก้อนพลังสีดำนั้นกลายเป็นสายฟ้าสีดำขนาดใหญ่พุ่งเข้าหาเขาด้วยความเร็วสูง แต่นาทีที่มันจะพุ่งเขามาทำลายเขา จู่ๆก็มีพลังแสงสีขาวลึกลับบางอย่างพุ่งมาสกัดพลังที่น่ากลัวนั้นไว้ได้ทัน
บึ้ม!! พลังสีขาวอีกลูกพุ่งเข้าใส่เจ้าปีศาจซาเกาและมังกรที่น่าเกลียดของมันอย่างจัง เล่นเอามันทั้งสองร่วงตกลงสู่พื้น
ตึง!! เขาไม่รู้ว่าจู่ๆพลังนี้มาได้ไงแล้วเป็นของใคร แต่ที่เขารู้คือ เจ้าของพลังนี้ต้องเก่งกาจมากๆและไม่ใช่ศัตรูของเขา เพราะเป็นไปได้ว่าตอนที่เขาหลุดเขาไปอยู่ในอุโมงค์จิตสิ่งป้องกันเขาไว้อาจเป็นเจ้าของพลังนี้ก็ได้ สายตาเขาหันไปทุกทิศเพื่อหาต้นกำเนิดพลังสีขาวนั้นซึ่งจะเป็นความหวังเดียวของเขาในการที่จะรอดพ้นจากอุ้มมือปีศาจเพชฌฆาตตนนี้ให้ได้ และแล้วเขาก็ได้เห็นควันบางอย่างพุ่งขึ้นมาอย่างบ้าคลั่งในแนวซึ่งเป็นที่ที่นาวิโร่สลบอยู่ ด้วยความตกใจกลัวว่าน้องจะมีอันตราย เขาจึงขี่กริฟฟ่อนไปตรงจุดนั้นอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าเขาคือ สิ่งที่หน้าตกใจที่สุด ตาของเขาเบิกกว้าง สีหน้าตกใจแบบสุดๆ นักรบในตำนานมีจริงหรือเนี่ย!! เสียงของครากอนเหมือนตะลึงในสิ่งที่ตาเห็นแบบสุดๆ เมสโธเรีย ตอนที่ 5วินาทีสุดท้าย
“นาวิโร่” “นาวิโร่” “นาวิโร่” เสียงแผ่วเบาแต่ฟังแล้วอบอุ่นดังขึ้นมากระทบหูของอัศวินผู้หลับใหล
ดูเหมือนว่ามีใครบางคนพยายามมาปลุกเขาให้รู้สึกตัว เสียงเรียกนั้นดังขึ้นมาเป็นระยะๆและดูเหมือนว่ามันจะดังขึ้นเรื่อยๆแล้วเข้ามาใกล้เขาทุกทีทุกขณะ ขณะที่ความรู้สึกแรกที่เขาสัมผัสได้คือ ความเจ็บปวดที่แสนสาหัสในทุกส่วนของร่างกายที่บอบช้ำของเขา ความเจ็บปวดนั้นสร้างความทุกทรมานให้แก่เขามากจนเขาอยากจะตะโกนมันออกมาเพื่อบรรยายถึงความรู้สึกนั้น ให้คนอื่นได้รับรู้ถึงความทรมานของเขา
“แกตายซะ” เสียงตะโกนอย่างดังที่สามารถแสดงถึงความรู้สึกของคนพูดได้เลยมันดังขึ้นไม่ไกลจากที่ที่เขานอนสลบอยู่นั้น
“ฮา ฮา ฮา ฮา มาเลยไอ้กระจอก” เสียงอีกเสียงหนึ่งมันก็ดังขึ้นมาทันทีในระยะที่ไม่ไกลนักจากเสียงแรก มันช่างเป็นเสียงที่น่ากลัวเหลือเกิน ทั้งฟังดูแหบๆแหลมๆ แฝงด้วยความชั่วร้ายอย่างเข้มข้นสุดๆ ความดังของมันเหมือนคลื่นเสียงความถี่สูงที่เข้ากรีดแทงหัวใจของผู้ที่ได้ยินให้ได้สัมผัสกับคำว่าหวาดกลัวจากปีศาจ ขณะที่เขาพยายามจะรวบรวมสติที่เลอะเลือนของเขาเพื่อจะฝืนลืมตามาดูเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนั้น และแล้วเสียงพวกนั้นมันก็ดังขึ้นมาเรื่อยๆทั้งเสียงของ การตะโกนด่าทอกัน เสียงของดาบที่ฟาดฟันกันอย่างรวดเร็วและรุนแรงราวสายฟ้า เสียงระเบิดที่เกิดจากผลของเวทมนต์ต่างๆ เสียงคำรามและการเคลื่อนไหวปีกของกริฟฟ่อน มันดังขึ้นมาเรื่อยๆราวกับว่ากำลังมีใครสองคนกำลังต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายกันอยู่ ความคิดแรกที่เขานึกถึงและเลือนลางขึ้นมาช้าๆในสติที่เลอะเลือนของเขา เหตุการณ์เหล่านั้นได้ค่อยออกมาปรากฏในหัวของเขาที่ละฉากอย่างช้าๆ มันคือภาพที่ปรากฏย้อนไปตั้งแต่ช่วง เหตุการณ์ที่ก้าวสู่สาธารณรัฐคอนสแตน การผจญภัยไปในป่าเมอร์วูด การหลบหนีจากฝูงมิโนเทอร์และเซนทอร์ การมุ่งสู่ดินแดนแห่งยอดนักสู้ทุกชนชาติ รัฐเนสซีอา และเหตุการณ์ที่ปรากฏในหัวของเขานั้นจู่ๆมันก็ได้แวบมาถึงตอนสำคัญที่สุดนั้นคือการประลองของเขากับครากอนในทุ่งหญ้าเขียวขจี ในทุกๆฉากตั้งแต่แรกเริ่มจนมาถึงเหตุการณ์สุดท้ายที่เขาจดจำได้ก่อนจะมานอนในสภาพปางตายในขณะนี้ คือ ตอนที่เขากำลังนั่งอยู่บนหลังของกริฟฟ่อน สายตากำลังจ้องมองคัมภีร์มนตราเวทมนต์ขาว ไปในหน้าที่สะดุดตาที่มีตัวหนังสือโบราณศักดิ์สิทธิ์เขียนต่อกันเป็นแนวยาวราวกับตัวหนอน ขณะที่เขากำลังอ้าปากเพื่อร่ายเวทมนต์ให้จบนั้น จู่ๆก็เหมือนว่ามีพลังลึกลับบางอย่างพุ่งมาลอบทำร้ายเขาโดยไม่ได้ตั้งตัว
“อ้ากกกกกก” เมื่อนึกถึงพลังลึกลับนั้น ก็ราวกับว่าเหมือนกับมันเกิดขึ้นจริงอีกครั้ง ในทุกความรู้สึกของความเจ็บปวดที่เกิดจากการปะทะของพลังลึกลับนั้น จนทำให้เขาถึงกับเผลอตะโกนร้องด้วยความเจ็บปวดออกมาโดยไม่รู้ตัว
(ใช่แล้ว) เสียงความคิดของเขามันดังขึ้นมาพร้อมกับการปะติดปะต่อเหตุการณ์ที่เป็นรูปเป็นร่างขึ้น ดูเหมือนว่าจะมีใครบางคนพยายามจะสังหารเขาให้สิ้นชีพด้วยเหตุผลบางอย่างซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับภารกิจที่พวกเขาได้รับมอบหมายก็ได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นหากมันนึกว่าสังหารเขาได้แล้วเป้าหมายต่อไปของมันก็คือ.....
“ พี่ ” เสียงเบาๆนั้นมันออกมาจากปากของเขา จู่ๆนัยน์ตาสีฟ้าของเขาก็ลืมขึ้นมาอย่างฉับพลัน ร่างกายที่บอบช้ำปางตายของเขาซึ่งอยู่ในสภาพที่ไม่น่าจะขยับตัวได้เลย แต่ในนาทีนั้นมันกลับขยับได้อย่างกับว่ามันไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรเลย ร่างกายข้างในของเขารู้สึกว่ามันจะอุ่นขึ้นมากเหมือนกับว่ามีพลังงานอะไรบางอย่างกำลังปะทุอยู่ข้างใน ไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่ดูเหมือนว่ามันจะร้อนขึ้นเรื่อยๆ มันทำให้ร่างกายของทุกส่วนของเขากลับมามีพลังอีกครั้ง แต่มันก็ร้อนขึ้นเรื่อยๆจนควันที่คล้ายเกิดจากการเผาไหม้อะไรบางอย่างออกมาจากทุก อณูของร่างกายเขา ควันนั้นพุ่งออกมาเรื่อยๆจนมันครอบตัวเขาไปหมด
(นี่มันอะไรกันนี้ เราจะตายไหมเนี่ย) ความคิดวิตกของเขาผุดขึ้นมาในหัว ขณะที่เขากำลังวิตกกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆของร่างกายเขาอยู่นั้น สายตาของเขาก็ได้เงยไปมองบนท้องฟ้าที่กำลังเปลี่ยนสีจากท้องฟ้าที่สดใสไปเป็นมืดครึ้มคล้ายกับว่ากำลังจะมีฝนตกโดยบังเอิญ ภาพที่เขาเห็นอย่างเลือนลางคือกำลังมีอะไรสองอย่างกำลังประจันหน้ากันอยู่บนท้องฟ้า แต่เมื่อเขาลองจ้องสายตาอย่างจริงจัง ภาพแรกที่เขาเห็นคือ อัศวินผู้หนึ่งที่อยู่ในสภาพสะบักสะบอม เสื้อผ้าขาดเพราะถูกฟันหลายแห่ง ในทุกจุดที่ขาดก็มีเลือดสีแดงไหลออกมาไม่หยุดและดูเหมือนว่าร่างกายของเขาอ่อนแรงมากอาจจะเป็นเพราะเจอการต่อสู้ที่หนักหน่วงมานาน ซึ่งอัศวินผู้นั้นก็คือ ครากอน พี่ชายของเขาซึ่งกำลังขี่หลัง กริฟฟ่อนอยู่สูงจากเขาไปไม่ถึงยี่สิบเมตร แต่ในอีกฟากหนึ่งคือ บุคคลลึกลับ มันสวมผ้าคลุมสีดำที่มีสภาพเก่าๆมีรอยขาดอยู่หลายจุด ให้คลุมปิดหน้าจนมาจรดถึงข้อขาราวกับชุดพ่อมดผู้ชั่วร้าย สิ่งที่โผล่ออกมาเพียงอย่างเดียวจากชุดที่น่าเกลียดนั้นก็คือแขนของมันที่ครบเครื่องไปด้วยชุดเกราะแขนเหล็กหนาสีเงินที่ครอบตั้งแต่ไหล่ไปจนถึงปลายนิ้ว ดาบสีดำรูปร่างแปลกประหลาดคล้ายรูปเสี้ยวพระจันทร์ของมันดูใหญ่และคมกว่าดาบสีทองรูปกางเขนศักดิ์สิทธิ์ของพี่เขายิ่งนัก แต่ที่น่าตื่นตระหนกมากที่สุดคือสิ่งที่มันใช้เป็นสัตว์พาหนะ มันคือ มังกรตัวสีดำทมิฬ ตาของมันมีสีแดงเข้มดูดุร้ายมาก เขาที่อยู่บนหัวของมันมีถึงสี่อันที่แทงขึ้นบนหน้าผากของมันและแต่ละอันก็ดูจะคมมากพอที่จะตัดเพชรได้เลย ฟันของมันคมและเรียวเรียงต่อกันเป็นแถวจนแทบจะหาช่องว่างไม่ได้เลย หากใครโดนฟันที่น่ากลัวนี้ทำร้ายเข้าก็ไม่ต้องเรียกหมอมารักษาหรอก ปีกที่ใหญ่โตและน่ากลัวมากราวกับปีกของซาตาน ขาที่ใหญ่โตดูทรงพลังมากและเหมือนจะมีรอยแผลเป็นที่เกิดจากการต่อสู้ที่หนักหน่วงมาโชกโชน กรงเล็บของมันใหญ่โตและแหลมคมจนตวัดครั้งเดียวอาจทำให้ทุกอย่างที่โดนเข้าขาดได้
วีดดดดดดดดดดดด เสียงกรีดร้องของมังกรที่แสนน่ากลัวตัวนั้นแหลมมากจนทำให้คนฟังปวดเยื่อแก้วหูเลย
“เจ้านอกรีด ซาเกา พวกบูชาซาตานอย่างแกทำไหมยังมีอยู่อีก” ครากอนพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะตกตลึงในสิ่งที่สายตาของเขาเห็น
มันเงียบอยู่ครู่หนึ่งในอิริยาบถที่ดูอำมหิตเกินบรรยาย แต่ไม่นานนักเสียงที่แหบและแหลมคมก็ดังขึ้นมาเสียดแทงหัวใจของครากอน
“ความตายไง ข้ามารับเจ้าไปนรกไงไอ้ซินโดมสวะ”
“ถ้าคิดว่าทำได้ก็เข้ามาเลย” ครากอนไม่รอช้าที่จะท้าทายไอ้ปีศาจตนนั้น
“สวะก็คือสวะในวันยังค่ำจะตายอยู่แล้วยังไม่เจียม เตรียมตัวเจอกับความตายที่น่าสยดสยองได้เลย” ไอ้ปีศาจตนนั้นมันพูดออกมาในอารมณ์ฉุนเฉียวแบบสุดๆ
( คงไม่รอดแน่เรา แต่ไม่เป็นไรหรอกเพื่อให้น้องชายเรารอด )ความคิดที่จะยอมสละชีพเพื่อให้น้องชายรอดพ้นจากเงื้อมมือไอ้ปีศาจร้ายตนนี้ ทำให้ความคิดที่กลัวความตายมันหายไปจากหัวเขาหมด เขาจ้องลึกเข้าไปในนัยน์ตาที่ดำมืดและน่าสยดสยองของมันโดยที่ไร้ซึ่งความหวาดกลัว นัยน์ตาสีน้ำตาลของเขาส่องประกายด้วยรัศมีแห่งความกล้าหาญเพื่อขมสายตาที่ดำมืดของมัน “ไอ้นอกรีตซาเกา พวกแกนั้นแหล่ะสวะ” เสียงที่ไร้ซึ่งความกลัวมีแต่ความห้าวหาญดังออกมาจากอัศวินหนุ่ม
เมื่อมันได้ยินคำพูดของครากอน ท่าทางของมันก็เปลี่ยนไป มันยิ่งมีอารมณ์ฉุนเฉียวมากขึ้น มันตะโกนโหวกเหวกโวยวายคล้ายกับคนบ้าด้วยเสียงที่น่ากลัวออกมาด้วยอารมณ์ที่อยากจะสังหารครากอนให้จงได้ ทันใดนั้นจู่ๆอากาศก็แปรปรวนอย่างรุนแรงคล้ายกับว่ามันเปลี่ยนแปลงตามอารมณ์ของไอ้ปีศาจตนนั้น ลมพายุพัดรุนแรงจนทำให้ต้นไม้ที่อยู่แถวนั้นล้มไปเป็นแถบๆเรียงรายราวกับสายธาร ฝนกระหนำลงมาหนักมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เมฆแปรปรวนอย่างผิดปกติ มันหมุนวนเป็นวงกลมที่ทับกันหลายชั้น ช่องว่างตรงใจกลางของมันมีไฟฟ้าสถิตอยู่หนาแน่นมากคล้ายๆกับว่ากำลังก่อตัวเป็นฟ้าผ่าลูกใหญ่ขนาดมหึมา
เปรี้ยง ทันใดนั้นเสียงฟ้าผ่าขนาดมหึมาลูกแรกที่พุ่งออกมาจากใจกลางของพายุเมฆนั้น มันพุ่งลงมาผ่ากับแนวต้นไม้ที่โค่นล้มเป็นแนวเพราะแรงลมที่รุนแรง ทันทีที่มันผ่าลงไฟก็ลุกขึ้นทันทีอย่างบ้าคลั่ง ไฟนั่นลามไปอย่างรวดเร็วฝูงสัตว์มากมายต่างวิ่งหนีเอาตัวรอดจนวุ่นวายไปหมด ไม่นานนัก เปรี้ยง เปรี้ยง ลูกที่สองที่สามก็ตามมา แต่คราวนี่มันไม่ได้พุ่งลงไปผ่ากับแนวต้นไม้ที่ล้มเรียงรายกับผืนอย่างกับฟ้าผ่าธรรมดา แต่เป้าหมายที่ผิดธรรมดาของมันก็คือ ครากอน
“ฮา ฮา ฮา ลองชิมสายฟ้าของซาตานหน่อยไหม ไอ้พวกสวะบูชาพระเจ้าหวยๆ” มันหัวเราะอย่างสะใจ เมื่อเห็นสายฟ้านั้นพุ่งตรงไปหาครากอน
ซืดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด เสียงของสายฟ้าสองลูกที่พุ่งด้วยความเร็วสูงเข้าหาครากอน เขานั่งอยู่บนหลังของกริฟฟ่อน สายตาของเขาจ้องอย่างไม่ยอมละสายตาจากมันเลยแม้เพียงเสี้ยววินาที แต่เขาก็ไม่ได้ขยับไปไหนหรือแม้จะเตรียมตั้งรับเลย เขานิ่งมากๆคล้ายกับว่าเขาจะไม่หวาดกลัวสายฟ้าสองลูกนั้นซึ่งมีอนุภาพทำลายล้างสูงที่แม้แค่เพียงมันสะกิดเขาแค่นิดเดียวก็สามารถปลิดชีพเขาได้เลย (จบแค่นี้เองเหรอ) ขณะที่สายฟ้านั้นเหลือเพียงไม่กี่อึดใจก็ที่จะพุ่งเข้ามาเขา วินาทีสุดท้ายของชีวิตใกล้เข้ามาทุกที มันเหมือนกับที่มีคนว่ากันเอาไว้ว่าก่อนจะตายเพียงเสี้ยวนาทีคนๆนั้นจะได้เห็นภาพเหตุการณ์ต่างๆในชีวิตทั้งหมดตั้งแต่เกิด ครากอนก็เป็นเช่นกันภาพเหตุการณ์ต่างๆในชีวิตของเขานั้น มันปรากฏขึ้นมาทันที มันเหมือนจริงมากๆราวกับว่าเขาได้ย้อนเวลาไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ ภาพแรกที่ปรากฏมันเป็นช่วงเวลาที่มีอัศวินผมทอง หน้าตาสง่างามผู้หนึ่ง เดินเข้ามาในบ้านที่พังลงด้วยภัยสงคราม อัศวินที่สง่างามผู้นั้นเดินตรงเข้ามาอุ้มเขาและน้องชายที่กำลังนอนสลบกอดศพแม่ซึ่งโดนสังหารโดยคนแคระป่าเถื่อนเผ่ามูเนอร์ เขาผู้นั้นคือต่อมาได้กลายเป็นอาจารย์ของเขา และกลายเป็นกษัตริย์ซินโดมผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของศาสนจักรซินโดม เขาคือ สมเด็จคาร์บี้ ที่สี่ ภาพที่สองมันก็ปรากฏขึ้นมาทันทีที่เหตุการณ์แรกเลือนหายไป สิ่งที่เขาเห็นคือวันแรกที่เขาเข้าการรับเลือกในพิธีกรรมสรรหาอัศวินของพระเจ้า เด็กชายมากมายจากทั่วสหพันธรัฐมุ่งตรงมาสู่ดินแดนแห่งซินโดมเพื่อเข้ารับการคัดเลือก ไข่กริฟฟ่อนจำนวนสองใบวางอยู่บนแท่นบูชาขนาดใหญ่ที่ถูกจัดตกแต่งให้อลังการและงดงาม เขาและน้องยืนอยู่ในแถวท้ายๆ คอยเฝ้ามองเด็กชายมากมายคนแล้วคนเล่าเดินเข้าไปสัมผัสไข่กริฟฟ่อนทั้งสองใบแต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนมาถึงคิวของเขาทันทีที่เขาเอื้อมมือน้อยๆที่แสนเบาะบางไปสัมผัสกับไข่ใบแรก ไข่นั้นก็ส่องแสงสว่างสีฟ้าสว่างสดใสไปทั่ววิหารฟองแตโบ และเมื่อแสงนั้นหายไปสิ่งที่ปรากฏขึ้นมาคือเจ้าแห่งสวรรค์เทว-สัตว์ กริฟฟ่อน นั้นหมายความว่าเขาได้รับเลือกให้เป็นอัศวินของพระเจ้า และน้องชายของเขาก็ได้รับเลือกเช่นกัน
หลังจากนั้นภาพเหตุการณ์ต่างๆตั้งแต่เขาเข้ารับการแต่งตั้งเป็นอัศวินแห่งพระเจ้า การฝึกหัดการเป็นอัศวิน ภารกิจต่างๆ มันผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็วแม้เพียงเสี้ยววินาทีแต่ใจของเขาช่างรู้สึกเหมือนกับว่ามันยาวนานเป็นปีๆ ภาพสุดท้ายที่เขาเห็นคือ นาวิโร่ น้องชายสุดที่รักของเขา
“ลาก่อน น้องรัก” เขาตะโกนออกมาจนสุดเสียง จนทำให้เจ้าปีศาจซาเกา ผู้ลึกลับตนนั้นถึงกับสั่นสะท้าน “เตรียมตัวกลับไปหาพระเจ้าของแกได้แล้ว ฮา ฮา ฮา ฮา” เสียงแหบและแหลมสูงที่น่าเกลียดของไอ้ปีศาจซาเกาดังออกมาด้วยอาการที่สะใจแบบสุดๆ สายฟ้านั้นพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว มันเหลือเพียงไม่ถึงเมตรก็จะได้ปลิดชีพครากอน (มหาเทพยูเรียสโปรดรับลูกไปสู่ อาณาจักรของพระองค์ด้วย) แม้รู้ว่ามันเป็นวาระสุดท้ายของตนเอง แต่เขาก็หาได้หวาดกลัวต่อสิ่งที่เรียกว่าความตายไม หากแต่แววตาของเขาเปี่ยมไปด้วยความสุขอย่างล้นหลาม สายตาของเขาจ้องไปที่สายฟ้าสองลูกที่กำลังมุ่งมาปลิดชีพเขาอย่างไม่ละสายตา ขณะที่มันพุ่งเข้ามาใกล้เขามาทุกขณะ --สิบเมตร – แปดเมตร – ห้าเมตร-สามเมตร ฟืด กระแสลมรุนแรงที่เกิดจากความเร็วของสายฟ้าสองลูกนั้นพุ่งผ่านเขาไปด้วยความเร็วสูง มันแรงมากจนทำให้สร้อยคอรูปสัญลักษณ์แห่งชีวิตตราศาสนาของ ซินโดมหลุดออกจากคอของเขาและปลิวไปตามกระแสลมที่พาไป สายตาของเขาในตอนนี้ได้ละจากสายฟ้าสองลูกนั้น เพื่อสาดสายตาตามสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตเขาตอนนั้นแต่ไม่ทันที่เขาจะเห็นสิ่งที่เขาตาม มฤตยูสองก็พุ่งใส่เขา
บึ้ม บึ้ม ตาของเขาพล่าด้วยแสงสีขาวสว่างเจิดจ้า มันสว่างกว่าแสงปกติยิ่งกว่าแสงอาทิตย์ของเทพอะพอโล ไม่รู้เพราะเหตุใด แต่เขารู้สึกเหมือนคุ้นเคยกับแสงนี้มาก เขาสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและความรักที่เขาเคยได้สัมผัสมาก่อนในแสงนี้ แต่เมื่อเขาลองมองไปรอบๆก็ได้พบว่าเขามอยู่ในสถานที่บางอย่าง มันโล่งกว้างไปสุดลูกหูลูกตา หากแต่ในที่ที่กว้างไกลนี้กลับไม่สิ่งมีชีวิตหรือสิ่งใดๆเลยแม้แต่เพียงอย่างเดียวนอกจากเขา หันไปทางไหนก็เจอแต่แสงที่สว่างจ้าไปหมด ไม่มีลมไม่มีเสียง ตัวของเขาล่องลอยไปอย่างไร้ทิศทางและในนาทีนั้นเขาไม่สงสัยไปอย่างอื่นเลยว่าที่นี้เป็นที่ใดนอกจากสวรรค์ “ มาถึงแล้วที่ที่สิ้นสุดของชีวิต ที่เริ่มต้นของชีวิตนิรัน ” ขณะที่ร่างกายของเขาล่องลอยไปในที่กว้างๆนั้นอย่างไร้จุดหมาย ใจของเขาหวังเพียงอย่างเดียวเพียงให้ได้เจอกับมหาเทพยูเรียส
บึ้ม บึ้ม บึ้ม บึ้ม บึ้ม บึ้ม จู่เขาก็ได้ยินเสียงแผ่วเบาคล้ายเสียงระเบิดอย่างต่อเนื่อง เสียงแผ่วๆนี้ไม่มีที่ท่าที่จะหยุดเลย แต่สิ่งที่แปลกไม่ได้มีแค่นั้นร่างของเขามันลอยพุ่งขึ้นไปข้างบนด้วยความเร็วที่ไต่ระดับขึ้นอย่างรวดเร็ว สายตาของเขามองไปข้างหน้าอย่างจดจ่อว่าจะเจอกับสิ่งใดในตำแหน่งที่ร่างเขาพุ่งไปด้วยความเร็วสูง แต่เขาหาได้พบอะไรเลยนอกจากแสงสว่างที่ไรจุดจบ
เมสโธเรีย ตอนที่ 4 (3) ครากอนก็โต้ตอบในทันทีด้วยคถาบทหนึ่งซึ่งเขาสาดสายตาไปยังหน้าหนังสืออัมมหึมาแล้วเจอมัน เมื่อเขาพูดจบดินที่อยู่ใต้เขามันก็ผุดขึ้นมาเป็นแนวคลื่นขนาดยักษ์สูงราวยี่สิบเมตรพุ่งเข้าใส่นาวิโร่และกริฟฟอนของเขา
โคลมมมม เสียงซัดของคลื่นดินที่ดังสนั่นหวั่นไหว
ทั้งคู่ต่างพลัดกันรุกและรับอย่างสูสี คู่คี่ แต่ละฝ่ายไม่มีใครสามารถกดอีกฝ่ายลงได้การต่อสู้เป็นไปอย่างยาวนาน ลานต่อสู้ที่เคยเป็นทุ่งหญ้าเขียวขจี บัดนี้ได้เหลือเพียงสภาพหน้าที่พังเสียหายจากรอยระเบิดมากมายมหาศาลราวกับผิวดวงจันทร์ สีเขียวของต้นหญ้าถูกทดแทนด้วยสีน้ำตาลของดินที่เสียหายมากเหลือเกิน ร่างกายของทั้งสองก็อยู่ในสภาพที่แย่สุดๆ เสื้อผ้าขาดกระจุยกระจายไปหมด หน้าตาแข้งขามีแต่บาดแผลจากการต่อสู้ เลือดสีแดงออกมาจนน่าตกใจ แต่ขณะที่นาวิโร่กำลังจะร่ายมนต์โจมตีนั้น “วาการิ........อ๊ากๆๆๆๆๆ” จู่ก็มีพลังไฟฟ้าสีดำที่ไม่รู้มาจากไหนพุ่งเข้าด้านหลังของนาวิโร่จังๆ บึ้มมมมมม ทั้งนาวิโร่และกริฟฟอนของเขาหมดสติทันทีที่โดนพลังลึกลับนั้นเข้าไปเต็มๆและร่วงลงไปกระแทกกับพื้นอย่างรวดเร็ว จนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
“ไม่ม่ม่ม่ม่ม่ม่ม่” ครากอนแหกปากตะโกนด้วยความตกใจ
เขารีบพุ่งลงไปดูอาการของน้องชายของเขาที่อยู่ในสภาพหมดสตินอนกองอยู่กับพื้นดิน เขาเอานิ้วตรวจที่ชีพจรของน้องชายและพบว่าเป็นปกติดีอยู่จึงโล่งใจไปเปราะหนึ่ง แต่เขาต้องหาต้นกำเนิดพลังนี้ว่าอยู่ที่ไหน จู่ๆพลังอันเดิมก็พุ่งมาหาเขาแต่โชคดีที่สามารถหลบมันได้ทันที่ และเขาได้พบกับต้นกำเนิดของพลังนั้นมันคือชายในชุดที่ห่อด้วยผ้าคลุมสีดำจนไม่เห็นแม้กระทั้งลูกตากำลังหัวเราะเสียงดังด้วยเสียงที่น่าหวาดกลัวราวกับเสียงปีศาจ มันผู้นี้แอบตามพวกเขามาตั้งออกจากเมืองโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว มันเฝ้าดูตลอดการต่อสู้โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวเลย ในใจของครากอนคิดว่า มันคงมีฝีมือที่ไม่ธรรมดาแน่ เขาจึงตัดสินใจ.............. เมสโธเรีย ตอนที่ 4 (2) จากนั้นทั้งสองก็ละทิ้งความคิดที่วุ่นวายในหัวทุกๆเรื่อง แม้กระทั้งเรื่องภารกิจในขณะนั้นก็ไม่ได้อยู่ในหัวของพวกเขาเลย เป็นธรรมดาของบรรดาอัศวินที่เมื่อได้เอ่ยถึงเรื่องการต่อสู้ละก็พวกเขาจะไม่สนใจเรื่องใดๆเลยเพราะอัศวินซินโดมถูกฝึกหนักเรื่องการต่อสู้มาโดยตลอดชีวิต การต่อสู้เปรียบเสมือนอากาศใช้หายใจของพวกเขา หากขาดมันพวกเขาก็อาจจะตายได้ พวกเขาไม่รอช้าในการรีบบินออกให้ห่างจากพื้นที่ผู้คนหนาแน่นที่กำลังคึกคักกับการประลองในสนามประลองซึ่งอาจจะได้รับลูกหลงจากการต่อสู้อันหนักหน่วงนี้ได้ ด้วยความตื่นเต้นจนพวกเขาลืมสังเกตว่ามีชายลึกลับที่คลุมตัวด้วยผ้าคลุมสีดำจนไม่เห็นแม้แต่ดวงตาดูราวกับนินจากำลังตามพวกเขาอยู่อยู่ห่างๆ ไม่นานหนักด้วยความเร็วที่เทียบเสียงของกริฟฟอนพวกเขาก็มาถึงลานกว้างที่เต็มไปด้วยทุ้งหญ้าเขียวขจี ไร้สัตว์ ไร้ผู้คน ห่างไกลจากทุกๆอย่างเงียบสงบซึ่งอยู่ห่างจากจากตัวเมืองราวห้าสิบกิโลเมตรได้ ทั้งสองจึงตัดสินใจเลือกที่นี้เป็นที่ประลองระหว่างพวกเขาทั้งคู่
“ก่อนจะประลองต้องทำความเครพมหาเทพและมหาศาสดาก่อน” ครากอนพูดด้วยอารมณ์ที่สงบนิ่ง
“ได้ซิ ขอให้ได้ประลองกับพี่ ข้านาวิโร่คนนี้ยอมทำทุกอย่าง” นาวิโร่ตอบด้วยอารมณ์ที่แตกต่างจากครากอนมากเขาตื่นเต้นแบบสุดๆ “ดีงั้นก็เริ่มเลย”
“ซาราฌิ มาเตสาชิ วาตาเตยูเลียส วานาซิซินโดม ข้าแด่มหาเทพยูเลียส มหาศาสดาซินโดม จงมอบวิญญาณอันบริสุทธ์ของพระองค์ให้แก่วิญญาณของผู้รับใช้พระองค์เพื่อความปลอดภัยของลูกทั้งสอง” ทั้งสองชักดาบออกจากฝักแล้วปักดาบลงบนพื้นแล้วก้มลงสวดมนต์พร้อมกัน จากนั้นทั้งสองก็ลุกขึ้นและส่งสายตาอันดุดันที่แฝงด้วยความดีใจให้กัน ดาบอันเรียวยาวทั้งเล่มก็ถูกดึงออกจากพื้นพร้อมกัน แล้วทั้งสองก็กำดาบที่ด้ามจับอย่างแน่นแล้วยกไว้ด้านข้างระดับเอวเป็นท่าเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ของซามูไร
มาเลยยยยยยย เสียงตะโกนของทั้งสอง
จากนั้นทั้งนาวิโร่และครากอนก็วิ่งเข้าหากันด้วยความมุ่งมั่นแรงกล้าในการที่ใช้ดาบเข้าฟาดฟันกับฝ่ายตรงข้ามให้สิ้นกันไปข้างหนึ่ง
“วันนี้ล่ะพี่ผมจะพิสูจน์ให้ประจักษ์ว่าใครเหนือกว่าใคร”
“ถ้าคิดว่าทำได้ก็เชิญเลยน้องข้า”
นาวิโร่พุ่งเข้าหาครากอนอย่างรวดเร็ว เขากระโดดขึ้นแล้วง้างดาบขึ้นฟ้าหมายจะฟันครากอนให้ทีเดียวจอด
“เสร็จล่ะ”
“มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก”
ครากอนกระโดดขึ้นแล้วง้างเท้าเตะเข้าที่ชายโครงของนาวิโร่ที่กำลังกระโดดมาอย่างเต็มแรงเล่นเอานาวิโร่กระเด็นไปเลย
“มิเนสา” ครากอนร่ายคถาภาษาโบราณศักดิ์สิทธิ์ แล้วยื่นมือออกไป ลูกไฟขนาดเท่าลูกฟุตบอลก็พุ่งออกจากมืออย่างรวดเร็วเข้าใส่ร่างของนาวิโร่ที่กำลังกระเด็นลอยตีลังกา อย่างไร้ทิศทางอยู่กลางอากาศ
บึมมมมมม เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวเมื่อลูกไฟปะทะกับร่างของนาวิโร่
“อะไรกันแค่นี้เองเหรอ” ครากอนพึมพำอย่างเซ็งๆ แต่จู่ๆก็มีแสงสีแดงพุ่งออกมาในรูปไฟฟ้าจากควันที่เกิดจากการระเบิดเมื่อครู่เข้าใส่ครากอนที่ยืนห่างออกมาอีกสิบเมตรในสภาพที่ไม่ได้เตรียมตัวตั้งรับใดๆเลย
เปรี้ยงงงงงง เสียงพลังสายฟ้าปะทะเข้ากับร่างของครากอนอย่างจัง ร่างของครากอนกระเด็นลากไปกับพื้นหญ้าเป็นรอยยาวไปเป็นสิบๆเมตร ขณะที่เขากำลังเจ็บปวดและมึนงงจากการโจมตี จู่ๆก็มีเสียงออกมาจากฝุ่นควันนั้น
“มันเพิ่งเริ่มเท่านั้น” นาวิโร่ปารกฏร่างออกมาอย่างสง่าจากหมอกควันที่จางลงจนเห็นร่างที่ไร้ร่องรอยจากการโดนโจมตีเลย แม้แต่ปลายนิ้วกอย
“เป็น.....ไป....ได้...ไง” ครากอนฝืนพูดอย่างตะกุตะกะด้วยความเจ็บปวดจาการโดนโจมตี
“บาเรียไงล่ะ ลุกขึ้นแล้วมาต่อสู้กันต่อเถอะอย่านอนกินบ้านกินเมืองอยู่เลย” นาวิโร่พูดด้วยน้ำเสียงที่ห้าวหาญ
“ได้เลย ยังงี้ก็เริ่มสนุกแล้วล่ะซิ”
จากนั้นครากอนก็ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วจู่ๆร่างของเขาก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว เพียงเสี้ยววินาทีเขาก็โผล่มาอยู่ด้านหลังของนาวิโร่ เขาง้างดาบเข้าใส่นาวิโร่
ชิ่ง ชิ่ง ชิ่ง ชิ่ง ชิ่ง ชิ่ง ชิ่ง เสียงการปะทะดาบต่อดาบที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นาวิโร่และครากอนประดาบกันอย่างเมามันเป็นเวลานาน ทั้งคู่ฟาดฟันไล่ตั้งแต่กระบวนดาบพื้นฐานจนถึงขั้นสุดยอดของแต่ละคน ไม่ว่านาวิโร่จะเวียงดาบสุดแรงขนาดไหนจะต่ำหรือสูง ซ้ายหรือขวา ช้าหรือเร็ว ครากอนก็สามารถป้องกันได้อย่างเต็มรูปแบบ นาวิโร่ถูกหลอกล่อให้ใช้แรงให้หมดไปอย่างไร้ประโยชน์ สายตาของเขาเริ่มพลามัวจากเหงื่อที่ไหลออกมาราวกับสายน้ำ มือของเขาเริ่มสั่นและหมดแรงลง ทุกครั้งที่ฟาดดาบใส่ครากอนมันอ่อนกำลังลงทุกครั้ง จนครากอ-นสังเกตได้ “ซามาวิตา” กงจักรสีแดงเพลิงพุ่งออกจากมือของครากอน
“เม...ซา....ตี้” “ยังไงก็ไม่ยอม” นาวิโร่ตะโกนขณะฟาดดาบแสงอันใหญ่โตใส่กงจักรของครากอน
“ยังงั้นเหรอ”
จากนั้นก็กงจักรของครากอนก็เปลี่ยนทิศทางมันมุดต่ำลงและเพิ่มความเร็วอย่างไม่น่าเชื่อเหมือนมันจะคิดเองได้ที่จะทำยังจึงจะหลบดาบแสงนั้นได้ จนทำให้ดาบแสงของนาวิโร่ฟันวืดไปเลย มันพุ่งเข้าบาดต้นขาของนาวิโร่เต็มๆเล่นเอานาวิโร่ทรุดตัวกองลงบนพื้น แล้วเลือดไหลออกมาจากแผลนั้นทำเอากางเกงสีขาวกลายเป็นสีแดงไปเลย
“ยอมแพ้แล้วใช่ไหม” “ยัง....ห..รอ..ก.” นาวิโร่พูดไม่ปะติดปะต่อขณะที่กำลังรวบรวมเรี่ยวแรงในการดันตัวเองขึ้นจากพื้น
“ไ...ม่ย....อมเด็ดขาดดดดด” นาวิโร่แหกปากอย่างสุดเสียงขณะที่พยายามพยุงตัวจะยืนขึ้นให้ได้
“ใจสู้จังนะ” ครากอนพูดขึ้นเบาๆขณะที่กำลังยืนดูน้องชายอย่างภาคภูมิใจ
“เดินไม่ไหวแล้วใช้กริฟฟอนเลยแล้วกัน”
“จะเอาไงต่อละน้องข้า”
“ก็แบบนี้ไง”
และแล้วนาวิโร่ก็เรียกกริฟฟอนของตนออกมาแล้วขึ้นขี่มันอย่างรวดเร็ว เพื่อเข้าโจมตีขณะที่ครากอนยังไม่ทันตั้งตัวเลย
“เอาแบบนี้เลยเหรอ!!” กริฟฟอนของนาวิโร่พุ่งเอาเท้าหน้าดีดใส่ครากอนจนกระเด็นไปในกลางอากาศ แต่ไม่ทันที่ร่างของครากอนจะตกลงสู่พื้นดิน กริฟฟอนของเขาก็มารองรับไว้ได้ทัน ทั้งก็สองเริ่มต้นการประลองบนหลังกริฟฟอน ซึ่งถือว่าถ้าอัศวินซินโดมคู่ไหนประลองกันแล้วใช้กริฟฟอนในการต่อสู้ถือว่าเป็นการประลองที่ได้เจอกับคู่ที่สูสีกันมากๆ
“จงออกมาคัมภีร์มนตราเวทมนต์ขาว” ทั้งสองพูดพร้อมกัน
จากนั้นแสงสว่างสีขาวดวงเล็กๆก็ลอยออกมาจากหัวของกริฟฟอนของทั้งนาวิโร่และครากอน ลอยมาตรงบริเวณข้างของทั้งนาวิโร่และครากอน จู่ๆมันก็กลายเป็นหนังสือเล่มใหญ่ปกสีขาว เมื่อเปิดไปในแต่ละหน้าก็มีแต่คถาที่ถูกจารึกไว้ด้วยภาษาโบราณศักดิ์สิทธิ์เต็มไปหมด นาวิโร่เปิดเจอคถาบทหนึ่งเมื่อเขาพูดขึ้นปีกของกริฟฟอนก็เพิ่มเป็นสี่ปีกจากนั้นปีกทั้งสี่นั้นก็ขยายออกปรากฏเป็นภาพอวกาศที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวฤกษ์ จู่ๆดาวฤกษ์พวกนั้นก็พุ่งออกจากปีกทั้งสี่นั้นเข้าไปหาครากอนและกริฟฟอนของเขาทันที
บึ้ม บึ้ม บึ้ม บึ้ม บึ้มๆๆๆๆๆๆ เสียงระเบิดรัวๆๆ
เมสโธเรีย ตอนที่ 4การประลอง
“ ณ อรุณใหม่ที่รุ่งโลดแสงสว่างแผ่รัศมีให้ประจักษ์ในหนทางแห่งสองอัศวินทั้งผู้พี่และผู้น้อง ภารกิจแห่งมวลชนที่ยิ่งใหญ่สู่การกอบกู้สันติภาพแห่งสหพันธรัฐที่เก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์ หากเปรียบหนทางนี้เฉกเช่น เส้นทางแห่งการพิชิตยอดเขายูเรียอันสูงชันที่ปลายยอดสูงเสียดเบียดก้อนเมฆแห่งสวงสวรรค์ อัศวินทั้งผู้พี่และผู้น้องนั้นก็เปรียบดังนักปีนเขาที่เพิ่งอยู่ ณ ตีนภูเขาอันสูงชัน หากแต่ภารกิจนั้นกำลังเริ่มเพื่อสานต่อของตำนานแห่งสองยอดอัศวินให้ประจักษ์และตราตรึงใจของหมู่มวลชนทุกชนเผ่าที่สถิตในดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ของมหาเทพต่อไปในภายภาคหน้า............... ” คำทำนายแห่งมหาศาสดาในพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์
หลังจากได้รับมอบภารกิจจากศาสนจักรซินโดมอันศักดิ์สิทธิ์อย่างเป็นทางการ ณ วิหารโบราณฟองแตโบ ซึ่งเป็นวิหารแห่งแรกในศาสนาของท่านมหาศาสดาซินโดมผู้ประเสริฐ ทั้งคู่ก็ได้ออกเดินทางเพื่อเริ่มการผจญภัยบทใหม่ที่อาจจะนำพวกเขาไปสู่หนทางของสงครามกลางเมืองหรือสันติตลอดการระหว่างสหภาพอิสระและสหพันธรัฐในดินแดนเมสโธเรียอันศักดิ์สิทธิ์
หลังจากข้ามเทือกเขามหาเทพซึ่งเป็นพรมแดนศักดิ์สิทธิ์ของดินแดนแห่งซินโดม ดินแดนแห่งศาสนจักรและสวงสวรรค์ เท้าก้าวแรกของสองอัศวินก็ได้เยียบย่ำสู่สาธารณรัฐคอนสแตน ดินแดนแห่งธรรมชาติอันงดงามศูนย์กลางสำคัญของชนชาติผู้สง่างาม เอลป์
“พี่ ดินแดนของชนชาติเอลป์มากี่ทีกี่ครั้ง ความสวยงามแห่งธรรมชาติก็คงเดิมไม่เคยหายตามกาลเวลาเลยนะ” นาวิโร่กล่าวขณะที่สายตากำลังชื่นชมในธรรมชาติอันงดงาม
“เป็นอย่างที่เจ้าว่าเลยน้องข้า ธรรมชาติแถวนี้ช่างงดงามตายิ่งนักถ้าไม่มีป่าก็จะเจอทุ่งข้าวบาเล่ย์อันงดงาม ที่นี้ช่างอุดมสมบูรณ์จริงๆ” ครากอนโต้ตอบขณะที่อยู่ในอารมณ์เดี่ยวกับนาวิโร่
จากนั้นทั้งคู่ก็เบนความคิดจากทุ่งโล้งกว้างมุ่งเข้าสู่ป่าเมอร์วูดที่กว้างใหญ่ไพศาลมีเนื้อที่กินไปไกลถึงห้าดินแดนตั้งแต่ สาธารณรัฐคอนสแตน รัฐเนสซีอา รัฐเลออง รัฐคริสต็อง รัฐทีบีป จนไปจรดกับเทือกเขาลูฟินญ่าในทางเหนือ พวกเขาเดินเข้าไปเชยชมธรรมชาติป่าเขา ลำเนาไพรของป่าแห่งนี้ ณ ป่าแห่งนี้มี ต้นไม้เก่าแก่มากมายอายุไม่ต่ำกว่าหมื่นปีเต็มไปหมด บรรยาการภายในนั้นอับชื่นแต่ก็สงบมากแทบจะไม่มีเสียงใดๆเลย และขณะที่ทั้งสองกำลังดื่มด่ำกับความงามของธรรมชาติในป่าแห่งนี้ จู่ๆก็ได้สาดตาโดยบังเอิญไปพบเห็นภูตน้อยผู้น่ารักตัวของพวกเขาเล็กเท่าขนาดหนังสือเล่มหนึ่งแต่งกายด้วยชุดที่ทำจากใบไม้ สวมหมวกสีฟ้าที่ก็ทำจากใบไม้เช่นเดียวกัน จำนวนไม่ต่ำกว่าร้อยกำลังสร้างที่อยู่อาศัยซึ่งทำจากกิ่งเล็กๆอยู่บนยอดต้นไม้โดยมีสะพานที่ทำโดยเชือกเปลือกไม้ผูกไปเชื่อมกันหมดมันเป็นภาพที่น่ารักมาก เป็นอณาจักเล็กๆของพวกภูติที่รักสันโดดที่ไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับใคร
ถึก.....ถึก......ถึก......ถึกกกกก... เสียงการวิ่งอย่างรวดเร็วของสัตว์บางอย่าง ทั้งสองหันไปมองตามเสียงโดยทันทีและภาพปรากฏให้เห็นทันทีที่ลูกนัยตาของพวกเขาหันไปพบก็คือ
“โอโห มิโนเทอร์ เซนทอร์” คำพูดที่หลุดมาจากปากของนาวิโร่ขณะที่เขากำลังตื่นเต้นในภาพที่เห็น ฝูงมิโนเทอร์ กระทิงดุร้ายที่มีทุกอย่างเหมือนเช่นมนุษย์ ทั้งรูปร่างและลักษณะการเดิน ร่างอันใหญ่โตเต็มไปด้วยหมัดกล้ามและขนอันดำทมิฬจำนวนไม่ต่ำกว่ายี่สิบตัววิ่งมาด้วยความเร็วสูงบวกกับฝูงของเซนทอร์ครึ่งม้าครึ่งคนอีกไม่ต่ำกว่าสิบที่กำลังพุ่งเข้ามาหาตัวของครากอนและนาวิโร่เหมือนหมายจะพุ่งชนเอาชีวิตหรือพวกมันจะต้องการขับไล่พวกเขาออกไปจากอณาเขตของพวกมัน
“คงไม่มั้ง” นาวิโร่พึมพำด้วยความไม่แน่ใจ
“จากที่พิจารณาแล้ว..........” ครากอนพูดลากเสียงเหมือนกับว่าต้องบอกอะไรอีกบางอย่าง
“ โดด โดด โดดให้สูงที่สุด!!” และแล้วคำนั้นก็หลุดออกจากปากครากอนด้วยความตกใจ
จากนั้นสองอัศวินทั้งสองก็ได้รวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดจากทุกกล้ามเนื้อของร่างกายมารวมไว้ที่ข้อขาทั้งสองข้าง ขณะที่ฝูงมิโนเทอร์และเซนทอร์ที่บ้าคลั่งกำลังวิ่งมาประชิดพวกเขาในทุกขณะ ร่างกายของทั้งคู่รุมร้อนด้วยพลังงานมหาศาลที่ระอุอยู่ภายในที่พร้อมจะระเบิดออกมาในทุกวินาที เหงื่อของพวกเขาถูกขับออกมาจากทุกอนูของรูขุนขนด้วยพลังของความร้อนภายในร่างกาย แต่ขณะที่ฝูงมิโนเทอร์และเซนทอร์นั้นกำลังจะวิ่งชนร่างของสองอัศวินซึ่งอยู่ห่างจากพวกมันไมถึงสามก้าว
วาบบบ เสียงของแสงบางอย่างที่ระเบิดขึ้นไม่ไกลจากตัวของพวกเขามากนักเกิดเป็นช่องว่างแห่งมิติและข้างในช่องนั้นคือสวงสวรรค์ที่เต็มไปด้วยป่า แม่น้ำ เทือกเขามากมายที่นั้นสวรรค์ชั้น เทวสัตว์ ซึ่งเป็นที่สถิตของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์และบรรดาสัตว์ที่มีบุญญาธิการ ขณะนั้นก็มีนกที่มีขาสี่ขากับปีกอันใหญ่โตของมันพร้อมหางไฟ เก้าหางของมันก็โผล่ออกมาสองตัว
ฟูฟฟฟ........... เสียงถอนหายใจอย่างดังออกจากทั้งนาวิโร่และครากอน
“ นึกว่าจะไม่ทันซะแล้ว โชคดีที่ท่องคาถาทันไม่งั้น...” นาวิโร่พูดออกมาด้วยความโล่งใจที่ผ่านเหตุการณ์คับขันมาได้
“นี้เราเกือบตายไปแล้วนะ ” “เรามีภารกิจอันใหญ่หลวงที่ต้องไปทำให้สำเร็จ จะตายไม่ได้ควรเลือกเส้นทางที่ดีกว่านี้ ไปโดยกริฟฟอนนี้แหละ” ครากอนออกคำสั่งด้วยเสียงที่ดุราวกับผู้นำเผด็จการ
“ก็ได้ท่านพี่ หมดสนุกเลย” นาวิโร่รับคำสั่งอย่างไม่เต็มใจ
จากนั้นทั้งสองและกริฟฟอนก็ไม่รอช้าออกเดินทางให้พ้นจากเงาป่าอันอันตรายและทรงมนต์ขังแห่งนี้อย่างรวดเร็ว โดยมุ่งไปยังเส้นทางทางตอนเหนือไปยังรัฐ เนสซีอา ดินแดนแห่งยอดนักสู้ของทุกชนชาติซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของสาธารณรัฐคอนสแตน เพียงไม่กี่วันด้วยการเดินทางที่รวดเร็วฉับไวของกริฟฟอน ก็มาถึงรัฐเนสซีอาซึ่งหากเดินทางด้วยเท้าแล้วต้องใช้เวลาถึงสัปดาห์ และ ณ ที่รัฐนี้ก็สมกับที่ได้ฉายาว่า ดินแดนแห่งนักสู้ของทุกชนชาติ ตัวเมืองเต็มไปด้วยสนามประลอง สนามกีฬา โรงฝึกนักต่อสู้ โรงผลิตอาวุธ อนุสาวรีย์ของยอดนักรบมากมายที่เรียงรายตามท้องถนน รูปปั่นบรรดาสัตว์ที่ใช้ต่อสู้เช่น สิงโต หมี ก็เต็มไปทั้วตัวเมือง ทุกมุมของถนนเต็มไปด้วยบรรดานักต่อสู้ ทั้งมนุษย์ เอลป์ คนเเคระ ซึ่งแต่ละคนต่างมีร่างกายที่กำยำราวกับนักเพาะกล้าม และเต็มไปด้วยบาดแผลจากการต่อสู้อันสาหัสมาทั้งนั้น แววตาของทุกคนล้วนแต่แฝงความเข้มแข็งและดุดัน
เฮฮฮฮฮฮฮฮฮ.....อัดมัน เสียงเชียร์ของผู้คนที่เข้าไปดูการประลองที่ดังไปทั่ว
เด็ก ผู้ใหญ่หรือแม้แต่กระทั้งคนแก่ไม่ว่าผู้หญิง ผู้ชาย แม้ขนาดท่าน ลอร์ด โบว์เวน ประธานของคณะผู้นำแห่งรัฐเนสซีอาก็ต่างเดินหน้าเข้าสู่สนามประลองเพื่อเชียร์เกมกีฬาที่พวกเขาชื่นชอบอย่างเมามัน ซึ่งทำให้ทุกคนในเมืองนี้ล้วนแต่มีเลือดนักสู้กันทุกคนเหมือนยังกับรัฐสปาตันในอารยธรรมกรีกโบราณเลย
ขณะที่ทั้งสองกำลังชมรัฐเนสซีจากบนหลังกริฟอนที่กำลังบินอยู่บนฟ้าอยู่นั้น
“พี่ พอได้เห็นรัฐนี้แล้วมันทำให้เลือดนักรบในร่างกายของผมมันระอุขึ้นมาแล้ว”
“เรามาทดสอบฝีมือโดยการประลองกันหน่อยไหม”
“ตั้งนานแล้วนะที่เราไม่เคยประลองทดสอบฝีมืออัศวินกัน”
“เพื่อเจรจาล้มเหลว เราจะได้ใช้มันป้องกันตัวเอง” นาวิโร่พูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามชักจูงใจ
“ไม่นานหรอกก็เพิ่งเดือนที่แล้วเอง”
“แต่ถ้าหากอย่างจะมาแพ้พี่อีกละก็.......”
“จัดให้” ครากอนตอบรับด้วยความตื่นเต้น
เมสโธเรีย ตอนที่ 3พิธีศักดิ์สิทธ์
หลังจากผ่านค่ำคืนแห่งความสับสน วาวุ่นและกังวลใจ สองพี่น้องโอลีวันอัศวินซินโดมว่าที่ทูตแห่งศาสนจักรซินโดมที่จะต้องออกไปปฏิบัติภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับความอยู่รอดของสหพันธรัฐเมสโธเรียอันเก่าแก่ รุ้งอรุณใหม่ก็ได้มาเยือน แสงอาทิตย์สาดส่องแสงเหมือนกับรัศมีแห่งความหวังที่มาขับไล่ความมืดให้ผ่านพ้นไปและสิ่งที่ปรากฏคือนครแห่งสรวงสวรรค์ ที่เจิดจรัสด้วยแสงสีทองเหมือนดังมีดวงอาทิตย์อีกดวงมาอยู่บนผืนแผ่นดิน เสียงสวดมนต์ด้วยภาษาโบราณศักดิ์สิทธ์ออกมาจากทุกวิหารยังกับเสียงไหวลมแผ่วเบาที่พัดผ่านเมืองอย่างสงบและต่อเนื่องซึ่งเป็นเหตุการณ์ปกติของในดินแดนซินโดมแห่งนี้ หากแต่วันนี้มันจะไม่เหมือนเดิม ณ วิหารที่พักของสองพี่น้องอัศวินที่ กำลังดังไปด้วยเสียงสวดมนต์ขอพรอันศักดิ์สิทธิ์
“ซาราฌิ มาเตสาชิ วาตาเตยูเรียส วานาซิซินโดม ข้าแด่มหาเทพยูเรียส มหาศาสดาซินโดม จงมอบวิญญาณอันบริสุทธิ์ของพระองค์ให้แก่วิญญาณของผู้รับใช้พระองค์เพื่อความปลอดภัยของลูกทั้งสอง” เสียงสวดสุดท้ายออกจากปากของครากอน ขณะที่มือทั้งสองข้างของเขากุมกันไว้แน่นและจุ่มมันลงอ่างใส่น้ำมนต์ตรงหน้าเขา สองมือนั้นออกจากอ่างมาประกบที่หน้าของอัศวินผู้พี่ ส่วนอีกด้านหนึ่งนาวิโร่ซึ่งออกจากวิหารแต่เช้ามืดเพื่อออกกำลังกายเป็นกิจวัตรปกติในทุกวันเพิ่งกลับมาด้วยร่างกายที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อราวกับเพิ่งขึ้นมาจากแม่น้ำใหม่ๆ เขาเดินมาข้างๆครากอนที่นั่งอยู่หน้าแท่นบูชา
“ในนามของจ้าวแห่งสรรพสิ่งทั้งมวล ขอจงปกป้องข้ารับใช้ของท่าน”จากนั้นนิ้วชี้ข้างซ้ายของเขาก็แตะลงบนผิวน้ำมนต์อย่างเบาๆ และขึ้นมาสัมผัสที่อกของเขา
“ท่านพี่วันนี้เราต้องเข้าพิธีอวยพรศักดิ์สิทธ์ ณ วิหารฟองแตโบล จากองค์คาร์บี้ที่สี่มันช่างวิเศษมากๆเลย” เมื่อทำพิธีเสร็จนาวิโร่ก็หันมาพูดอย่างรวดเร็วด้วยสีหน้าที่ภูมิใจ “อย่าได้สนใจกับเกียรติยศเลยน้องพี่ มันไม่สำคัญเท่ากับการเป็นอัศวินที่ดีปฏิบัติตามหลักของมหาศาสดา เรามีชีวิตอยู่เพื่อรับใช้ทุกสรรพสัตว์เท่านั้น”
“จงจำไว้กิเลสทางโลกคือหนทางสู่ลัทธิซาตานอันชั่วร้าย” ครากอนที่กำลังลุกขึ้นจากแท่นบูชา กลับมาสั่งสอนน้องชายอย่างฉับพลัน
“ข้าจะจำไว้ สักวันข้าจะเป็นอัศวินที่ดีเช่นท่านพี่ให้ได้”
“ข้าเชื่อว่าเจ้าจะต้องเป็นยิ่งกว่าอัศวินไหนๆกว่าคาร์บี้ที่สี่กว่าเซอร์ดาวิน เพราะเจ้ามีอะไรที่ยิ่งใหญ่อยู่ในตัวซึ่งพี่ไม่มี น้องพี่เจ้าคือผู้ที่มหาเทพลิขิตลงมาเพื่อปฏิบัติภารกิจศักดิ์สิทธิ์ สักวันเจ้าจะเป็น สักวันเจ้าจะรู้น้องข้า แต่วันนี้ไปเตรียมข้าวของ และแต่งตัวเตรียมเข้าพิธีก่อน” ครากอนกล่าวชมน้องด้วยความชื่นชม
“ครับ”นาวิโร่ตอบรับ ในขณะที่กำลังตื้นตันในคำพูดของพี่ชายที่แสนดี จากนั้นทั้งสองก็กลับไปยังห้องส่วนตัวของตนตะเตรียมข้าวของมากมายที่จำเป็นสำหรับออกเดินทางไปยังรัฐยานาวิน และแต่งชุดอัศวินซินโดมเต็มยศเพื่อเข้าพิธีอันศักดิ์สิทธ์ในวิหารฟองแตโบ หลังจากตะเตรียมข้าวของและแต่งตัวเสร็จทั้งสองก็ก้าวออกจากประตูวิหารซึ่งขณะนั้นเวลาก็ประมาณสิบโมงเศษๆแล้ว สิ่งที่ทั้งสองเห็นเมื่อออกจากวิหารคือ รถลากม้าสุดหรูอลังการมาจอดรอหน้าวิหารพร้อมกับฝูงชนที่แห่มาต้อนรับสุดลูกหูลูกตาตลอดถนนไปสู่วิหารฟองแตโบ
“ท่านพี่คนผู้นี้มาทำไหมเยอะจัง”
“พวกเขาต้องการเห็นผู้ที่จะมาตัดสินอนาคตของพวกเขาไง” ครากอนหันมาตอบพร้อมด้วยสีหน้าที่สงบ ไม่เป็นเดือดเป็นร้อนอะไร
“ถ้าเช่นนั้นก็รีบขึ้นรถม้าเถอะข้ารู้สึกอึดอัดจากสายตาของพวกเข้า” จากนั้นนาวิโร่ก็รีบกระโดดขึ้นรถม้าทันที่
“ก็ได้” จากนั้นครากอนก็รีบขึ้นรถม้าตาม ตลอดเส้นทางไปโบสถ์ฟองแตโบลที่แสนไกลทั้งสองได้พบเห็นกับผู้คนมากมายที่มาเฝ้ารอตลอดสองฝั่งของถนนอย่างหนาแน่นราวกับพวกเขาเป็นยอดวีรบุรุษนักรบที่เพิ่งกลับมาจากพิชิตปีศาจร้าย ขณะที่ทั้งสองกำลังทักทายกับบรรดาผู้มาเฝ้ารอด้วยการโบกมือ จู่ๆก็มีเสียงตะโกนดังออกมาจากฝูงชนที่เนืองแน่น
“ท่านผู้ช่วยให้รอดทั้งสอง จงยุติความแตกแยกและความเดือดร้อนของประชาทั้งปวง” สำหรับนาวิโร่แล้วเสียงนี้เหมือนภูเขาที่ล้นมาทับอกของเขาอย่างรุนแรง ซึ่งหมายความว่าเขาต้องแบกภาระของคนทุกชนชาติไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ คนแคระหรือเอลฟ์ มันทำให้เขาเครียดมากๆสำหรับอัศวินที่เพิ่งผ่านมาแต่ภารกิจเล็กๆไม่คอยสำคัญอะไรมากนัก ด้านครากอนเมื่อเห็นน้องชายนั่งตัวเกร็ง หน้าเครียด ก็แปลกใจจึงเข้าไปถาม
“น้องข้าทำไหมถึงได้นั้งตัวเกร็งและหน้าเครียดขนาดนี้”
“ข้ารู้สึกกดดันกับภารกิจนี้มาก ถ้าหากเกิดเราทำไม่.......”
“อย่าได้วิตกกับเหตุแค่นี้เลย ตัดอดีต ปิดอนาคต สนใจแต่ปัจจุบันแล้วทำมันให้ดีที่สุดเท่านั้นพอน้องข้า” ครากอนพูดแทรกตัดคำพูดของนาวิโร่ จากนั้นนาวิโร่ก็มีท่าทางผ่อนคลายไปเยอะเมื่อได้ยินคำพูดของพี่ชายที่เปรียบเสมือนอาจารย์คนที่สองของเขาที่คอยพรำสอนเขาให้แตกชานในทุกๆศาสตร์ของทั้งหลักอัศวินและหลักศาสนา หลังจากนั่งรถม้ามานานก็ได้มาถึงวิหารฟองแตโบ ในความรู้สึกแรกที่ทั้งสองเห็นวิหารนี้ถึงกับตกตลึงในความสวยงาม เดิมที่ไม่ตกแต่งอะไรวิหารนี้ก็สวยงามอยู่แล้วด้วยรูปทรงที่สูงสง่างาม และมีลายแกะสลักตามตัววิหารเป็นลายเก่าแก่ทั้งแต่สมัยยุคเริ่มต้นอารยธรรมของซินโดม กระจกที่ประดับในวิหารก็เป็นกระจกแก้วที่มีการตกแต่งเป็นรูปต่างๆสุดตระกาลตาแล้ว ยังตกแต่งเพิ่มประดับประดาไปด้วยดอกไม้ ป้ายสัญลักษณ์ศาสนา ธงของสหพันธรัฐ บรรดาริบบิ้นหลากหลายสีสันตระการตา พรมแดงที่ปูทอดยาวจากรถม้าเข้าไปในวิหาร ในวิหารมีทั้งอัศวินซินโดม นักบวช ซินโดมฝึกหัดนับพันๆชีวิตที่นั่งตามเก้าอี้ที่วิหารจัดเรียงไว้ ขณะสองอัศวินลงจากรถม้าเสียงโห่ร้องสรรเสริญก็ดังกระหึ่มขึ้นมาอย่างมหาศาล พร้อมกับเสียงแตรของคนแคระมากกว่ายี่สิบคนใส่ชุดสีเขียว หมวกทรงยาวเหมือนของซานตาครอสสีแดงใกล้ประตูก็ดังขึ้นมาเมื่อพวกเขาเดินมาถึงปากประตูทางเข้าวิหาร ตลอดเส้นมีทั้งดอกไม้หลากสีสันที่ถูกโยนมาใส่ตัวของสองอัศวิน มันทำให้นาวิโร่เกือบหยุดหายใจกับบรรยากาศแห่งเกียรติยศนี้ แต่ทันทีที่ทั้งสองเข้าไปในวิหารทุกอย่างก็เงียบลง ประตูวิหารปิดลงอย่างรวดเร็วทำให้ในวิหารมืดลง หากแต่แสงที่รอดผ่านมาทางกระจกแก้วข้างๆวิหารทั้งสองด้านของกำแพงก็ส่องลงไปยังทางเดิน ณ ใจกลางวิหารที่มีการปูพรมสีแดงที่ปลุกขอบด้วยสีทองที่ทอดตลอดไปจนถึงบริเวณตัวแท่นทำพิธี ทั้งสองซึ่งอยู่ในชุดอัศวินผ้าไหมสีขาวที่มีสัญลักษณ์ศาสนาสีทองประดับอยู่ที่อกสองด้าน ผ้าคลุมสีแดง ดาบยาวที่เหน็บอยู่ข้างเอวแล้วเดินด้วยท่าทางที่องค์อาจทำให้ทั้งดูโดดเด่นและสง่างามมากๆ จากนั้นก็มีนักบวชผู้หนึ่งออกมาจากประตูหลังแท่นประกอบพิธี ด้วยชุดสีขาวยาวสง่างาม ถือไม้คทายาวขนาดใหญ่ เขาคือ มหาคาดินาม ผู้นำฝ่ายนักบวชของศาสนจักรซินโดม มาพร้อมกับคัมภีร์ปกสีขาวท่าทางดูเก่าราวๆพันปีได้ จากนั้นเสียงสวดมนต์เบาๆก็ลอยมาจากทุกด้านของวิหาร
“นั้นคัมภีร์อะไรหรือพี่” นาวิโร่กระซิบถามด้วยความสนใจ
“คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของมหาศาสดาซินโดมไง!!” ครากอนตอบด้วยเสียงตลึงราวกับไม่เชื่อในสายตาของตนเอง
“อันที่อายุสองหมื่นห้าพันปีใช้ไหม!!”
“ใช่แล้วน้องข้า” จากนั้นมหาคาดินามก็ถือคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์มายังหน้าทั้งสองและยืนคัมภีร์นั้นมาไกลกับบริเวณหน้าของครากอน “โปรดทำความเคารพคัมภีร์ศักดิ์สิทธ์” เมื่อสิ้นเสียงของมหาคาดินามครากอนก็เอื้อมมือของเขาเข้าไปแตะคัมภีร์อย่างระมัดระวังและเมื่อแตะเสร็จเขาเอามือนั้นมาแตะที่ปากของเขาจู่ๆน้ำก็ไหลออกจากดวงตาอันอ่อนโยนของครากอนมันเป็นน้ำตาแห่งความปลื้มปีติ
“ขอสันติจงมีแก่ข้าและผู้อื่นด้วยกรุณาแห่งมหาเทพ” ครากอนพูดทั้งน้ำตา จากนั้นมหาคาดินามก็เดินมาที่นาวิโร่ซึ่งนาวิโร่ก็มีอาการเฉกเช่นพี่ชายเมื่อได้สัมผัสคัมภีร์แล้ว ต่อมามหาคาดินามก็ได้กลับไปยังแท่นประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์แล้วบรรจงเปิดคัมภีร์อย่างระมัดระวังสุด เขานำทุกคนในวิหารสวดมนต์ด้วยภาษาโบราณศักดิ์สิทธ์จากคัมภีร์อันยาวเหยียดใช้เวลาเป็นชั่วโมงจึงเสร็จ พร้อมด้วยพิธีรับศีลน้ำมนต์ศักดิ์สิทธ์จากเทือกเขายูเลียซึ่งคือ เทือกเขาศักดิ์สิทธ์ที่มหาศาสดาได้เจอกับมหาเทพยูเรียส จนถึงพิธีสำคัญที่สุดของวันนี้คือ พิธีรับศีลนักรบ ซึ่งต้องกระทำโดย กษัตริย์แห่งอัศวิน วันนี้พระองค์ปรากฏกายด้วยชุดผ้าไหมสุดอลังการมีมงกุฎสูงสไตล์คล้ายๆของอังกฤษ ผ้าคลุมขนแกะสีฟ้ายาวกว่าสิบเมตร เดินมาจากทางเข้าประตูพร้อมด้วยเสียงแตรเฉลิมฉลอง ท่าทางของพระองค์ดูสง่างามราวกับเทพบุตร มาพร้อมกับดาบสีทองที่ฝักดาบประดับด้วยเพชรพลอยหลากหลายสีสัน และลายต่างๆสุดอลังการ จนก้าวมาถึงบริเวณหน้าแทนบูชา ข้างสองพี่น้องครากอนและนาวิโร่ที่กำลังนั่งชันเขาอยู่
“วันนี้เป็นวันที่ทุกอย่างได้ประจักษ์แล้วว่าภัยร้ายแรงนี้ได้ก่อตัวขึ้นท่ามกลางความสับสนและวุ่นวายของประชาราษฎร ความมืด หมอกควันพยายามแผ่มาปกคลุมแสงสว่างที่เคยให้ความอบอุ่นแก่สรรพสัตว์ แต่เราจะไม่หวั่นกลัวต่อภัยนั้น เราจะไม่ถอย เราจะสู้เพื่อปกป้อง หลักเสรี เสมอภาคและภารดรภาคของประชาธิปไตยซึ่งดำรงมานานนับตั้งแต่ยุคของมหาศาสดา และในที่นี้ขอให้นักบวช อัศวิน จงเป็นพยานว่าข้าขอใช้อำนาจศักดิ์สิทธ์ที่มหาเทพประทานให้ข้า ขอให้ท่านจงมอบพลังนั้นให้แก่ภารกิจกู้ประชาธิปไตยคืนสู่สหพันธรัฐอันศักดิ์สิทธิ์นี้ของท่านอัศวินซินโดม ครากอน โอลีวันและนาวิโร่ โอลีวัน ขอสันติจงมีแก่พวกท่านและเราทั้งหมด ” จากนั้นพระองค์ก็ชักดาบออกจากฝักแล้วชูขึ้นฟ้า ดาบที่ทำจากทองนี้เมื่อได้กระทบกับแสงแดดที่ส่องผ่านกระจกวิหารมันเปล่งรัศมีแสงสว่างไปทั่ววิหารสร้างความตลึงให้แก่ทุกสายตาให้วิหาร พระองค์นำดาบนั้นมาแตะไหล่ทั้งสองข้างของอัศวินทั้งสองคนแล้วก้มลงกระซิบกับทั้งสอง
“ขอให้โชคดีนะ มหาเทพจงสถิตอยู่กับเจ้าทั้งสอง” จากนั้นเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีและเสียงปรบมือก็ดังจนวิหารแทบจะสั่นและเมื่อออกมาจากวิหารเสียงแตรของคนแคระก็ดังกระหึ่มอีกครั้งพร้อมด้วยเสียงสรรเสริญอวยพรจากประชาชนที่มารอเฝ้าก็ดังไม่แพ้เสียงข้างในเช่นกัน เมื่อเวลาที่จะต้องออกเดินทางมาถึงทั้งสองก็ออกเดินบนหลังของกริฟฟ่อนสัตว์นักรบคู่ใจเพื่อไปสู่ยังรัฐยานาวิน ซึ่งหนทางด้านหน้านั้นทั้งสองเองก็มิอาจรู้ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นตามมาไม่ว่าจะเหตุร้ายหรือดีแค่มีกันและกันสองพี่น้อง พวกเขาก็จะไม่หวาดกลัวต่ออะไรทั้งสิ้น March 05 เมสโธเรีย ตอนที่ 2สองทูต เป็นเวลานานกว่าหลายทศวรรษแล้วที่สหพันธรัฐเมสโธเรียได้ดำรงซึ่งหลักการแห่งเสรีภาพของประชาธิปไตยอย่างเคร่งครัด บรรดากาวาโทริกมากมายนับร้อยนับพันสามารถควบคุมบรรดา ข้าราชการในสภาสูงและรวมไปถึงผู้นำรัฐทั้ง19รัฐได้แก่ 1.รัฐพอร์คเชอร์ 2.รัฐครีตีส 3.รัฐซิเอลบา 4.ราชรัฐอากาเซีย 5.ราชรัฐกรีนีชีส 6.รัฐยานาวิน 7.รัฐคูวาล็อง 8.ราชรัฐซามาลิสอูส 9.รัฐทาทูออง 10.รัฐฟูเนียส 11.รัฐสปาตูรัน 12.รัฐดัชชี 13.รัฐทีบีบ 14.รัฐคริสต็อง 15.รัฐเลออง 16.รัฐอาเซียเนีย 17.รัฐเนสซีอา 18.รัฐออลนี และ19.สาธารณรัฐคอนสแตน รวมถึงดินแดนแห่งซินโดมและเขตส่วนกลางสหพันธรัฐที่เป็นรัฐอิสระ แต่ปัจจุบันได้เกิดเหตุการณ์วุ่นวายอีกครั้งเมื่อกาวาโทริก “วาเรียส”กาวาโทริกที่หนุ่มที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหพันธรัฐเมสโธเรียที่เคยมีมา ด้วยอ่อนประสบการณ์และบารมียังไม่ถึงทำให้ไม่สามารถควบคุมสภาสูง ข้าราชการและรัฐทั้งหมดไว้ได้ก่อให้เกิดปัญหาคอรัปชั่น ประชาชนเดือดร้อนไปทั่วทุกย่อมหญ้า เปิดโอกาสให้ “ ราส อังกู” นักการเมืองผู้ชาญฉลาดและนักการทหารที่โหดเหี้ยม ร่วมมือกับบรรดาผู้นำทางเหนือได้แก่ ฟูเนียส สปาตูรัน ดัชชี ทีบีบ ซามิลิสอูส คริสต็อง ยานาวินและคูวาล็อง ละเมิดธรรมนูญการปกครองสูงสุดแยกตัวออกจากสหพันธรัฐเมสโธเรียมาตั้ง “สหภาพอิสระ” ร้อนถึงสภาซินโดมประชุมกันลงมติให้............. ณ ใจกลางดินแดนแห่งซินโดมอันเงียบสงบซึ่งตั้งอยู่ในแหลมทางใต้สุดของดินแดนสหพันธรัฐเมสโธเรีย เป็นเมืองศูนย์กลางในทุกๆด้านของศาสนจักรซินโดมที่เต็มไปด้วยวิหารใหญ่โตมากมายซึ่งใช้ประกอบพิธีทางศาสนาของนักบวช และโรงฝึกของบรรดาอัศวินซินโดมซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่นคล้ายอารยธรรมกรีก-โรมันไปทั่วเมืองที่ถูกรายล้อมด้วยกำแพงสูงชะลูดทั้งสี่มุม และเมืองทั้งเมืองยังเรืองรองด้วยสีทองเมื่อยามแสงอาทิตย์สาดส่องช่างเหมือนดังกับสรวงสวรรค์ แต่มีวิหารแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่จุดศูนย์กลางของเมือง รูปร่างมีฐานเป็นสี่เหลี่ยม จัสตุรัจ มีอาคารรูปเสาประจำอยู่ทุกมุมทั้งสี่ด้าน และอันใหญ่สุดอยู่ทรงกลางมีปลายสุดเป็นรูปดอกเห็ดที่นี่คือสภาซินโดม ซึ่งขณะนี้กำลังวุ่นวายอย่างหนัก “พระองค์คิดว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะรุนแรงเพียงใด!!” อัศวินซินโดมผู้หนึ่งส่งเสียงด้วยความวิตกออกมาท่ามกลางเสียงที่กำลังถกเถียงกันอย่างกึกกองของบรรดาอัศวินซินโดม ขณะนั้นชายผู้หนึ่งที่นั่งบัลลังทองกลางสภาที่ถูกรายล้อมเป็นวงกลมจากบรรดาอัศวินที่มาประชุมกันก็ลุกขึ้น เขาสง่างามด้วยชุดผ้าไหมอันวิจิตอลังการที่ประดับด้วยรูปกางเขนที่มีหัวเป็นรูปวงกลมมีรูตรงกลาง ปลายที่เหลือทั้งสามด้านบานใหญ่ออกนั้นคือสัญลักษณ์ประจำศาสนาซินโดม มงกุฎทองคำที่หัวซึ่งประดับประดาไปด้วยเพชรระยิบระยับ และมีหน้าตาที่สง่างามเกินกว่าอัศวินโดมทั้งหลายในที่นั้นมากโดดเด่นราวกับแสงสว่างที่ส่องประกายออกมาในความมืดมน เขาคือ คาร์บี้ที่ สี่ กษัตริย์แห่งอัศวินซินโดมทั้งหลาย ประมุขแห่งศาสนจักรซินโดมของผู้ที่นับถือศาสนาซินโดม “ในนามของมหาเทพยูเรียสและมหาศาสดาซินโดมอันประเสริฐเราคิดว่าสถานการณ์นี้ล่อแหลมยิ่งหนัก แต่จงอย่าวิตก จงใช้ปัญญาและความรอบคอบในทุกเหตุการณ์ที่เสี่ยงต่อการเกิดสงคราม” พระองค์ตรัสด้วยอารมณ์สงบดูแล้วน่าเลื่อมใส
จู่ๆใกล้ๆกับคาร์บี้ที่สี่ก็มีมือหนึ่งยกและลุกขึ้น พร้อมกับเสียงเสนอเเนะ
“หากท่านคิดเช่นนั้นก็จงลองเสนอผู้ที่ท่านเห็นชอบมา”
“ข้าขอเสนอท่านนาวิโร่ โอลีวันและครากอน โอลีวันสองพี่น้องอัศวินนักการทูตแห่งสหพันธรัฐ” เซอร์ดาวินพูดตอบด้วยน้ำเสียงที่มั่นและมีไฟ
“ ใช่ละทั้งสองศิษย์เก่าของเราก็เพิ่งกลับมาจากเจรจาสันติระหว่างเผ่าบาลูและซูกาในรัฐทาทูอองแถมยังพำนักอยู่ในดินแดนแห่งนี้” พระองค์ตอบสนองคำท่านเซอร์ดาวิน
“งั้นเชิญทั้งสองมา”พระองค์ทรงสั่งให้ซินโดมฝึกหัดวัยละอ่อนสองคนที่เฝ้าประตูทางเข้าสภาบานใหญ่ที่ทำด้วยทองล้วนๆ
“รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ”ซินโดมฝึกหัดทั้งสองตอบด้วยเสียงที่เข้มแข็งและวิ่งออกจากสภาทันที่ อีกด้านหนึ่งนาวิโร่และครากอนหลังจากกลับมาจากภารกิจอันแสนลำบากในที่แสนไกล ก็ได้กลับมาพักผ่อนในวิหารที่พักอันใหญ่โตซึ่งอยู่ห่างจากสภาไปทางใต้ของเมือง เสียงเคาะประตูวิหารอันดังก้อง “ท่านอัศวินผู้สูงศักดิ์ทั้งสองท่าน ฝ่าพระบาทคาร์บี้ที่สี่มีรับสั่งให้ไปพบที่วิหารสภาโดยด่วน” ซินโดมฝึกหัดวัยละอ่อนทั้งสองพูดประสานเสียงกันหลังจากใช้เวลานานกว่าจะแหวกฝูงนักจารีตบุญในเมืองมายังวิหารได้ “มีอะไรด่วนนี้” นาวิโร่อัศวินผู้น้อง พูดด้วยเสียงงั่วเงียซึ่งเป็นปกติของคนที่เพิ่งถูกปลุกให้ตื่นจากที่นอน “คงไม่พ้นเรื่องเจรจางานถนัดของพวกเราหรอก”ครากอนอัศวินผู้พี่พูดขึ้นขณะเพิ่งเสร็จจากการทำพิธีรับศีลซึ่งเป็นพิธีอันศักดิ์สิทธ์ซึ่งประกอบขึ้นในวันขอบคุณมหาเทพยูเรียส เพื่อรับศีลและพรจากสวรรค์ ในพิธีต้องนั่งสวดมนต์ต่อสัญลักษณ์มหาเทพทั้งคืน “ถ้างั้นก็ควรรีบไปแล้วใช่ไหม”นาวิโร่รีบลุกขึ้นจากที่นอนแล้วก็รีบแต่งตัวในชุดอัศวินซินโดมและรีบรุดจากวิหารไปสภาอย่างรวดเร็ว แต่ขณะนั้นทั้งเมืองกำลังวุ่นวายไปด้วยนักจารีตบุญจำนวนแสนๆ ทั้งมนุษย์ เอลฟ์ คนเเคระ มาประกอบพิธีในวันขอบคุณมหาเทพเต็มไปทั่วท้องถนนทุกสายซึ่งต้องเป็นเวลานานมากหากจะแหวกฝูงชนไปยังวิหารสภาที่อยู่ห่างไปราวสิบกิโลเมตร ปัง!! เสียงเปิดประตูที่ดังสนั่นทำให้ทั้งสภาเงียบกริบ พร้อมกับปรากฏชายสองคนในชุดอัศวินเต็มยศซึ่งคล้ายกับอัศวินคริสเตียนในสงครามครูเสด ร่างแรกที่พบนาวิโร่ชายร่างกายค่อนข้างเตี้ย ผมทองยาว มีหนวดเคราเต็มใบหน้า “ขอทำความเคารพแก่เหล่าอัศวินซินโดม และกษัตริย์คาร์บี้ที่สี่” จากนั้นอัศวินทุกคนในสภาก็สาดสายตาตามเสียงมายังประตูที่ทำด้วยทองคำบานใหญ่ของสภา “มีเหตุด่วนอันใดถึงได้เรียกทูลกระหม่อมสองพี่น้องมากะทันหันขนาดนี้พะยะค่ะ” ครากอนชายร่างยักษ์ ผมสั้น หน้าตา ท่าทางดูสง่างาม พูดตามด้วยเสียงที่เคร่งครึม “เรามีบางสิ่งเร่งด่วนให้พวกท่านทำ จึงได้เรียกมากะทันหันเพื่อถามความสมัครใจ”คาร์บี้ที่สี่ตรัสด้วยเสียงที่นุ่มนวล “ข้าพเจ้าขอสาบานต่อมหาเทพยูเรียสและมหาศาสดาซินโดมอันประเสริฐไม่ว่าจะบุกน้ำ ลุยไฟหรือจะให้ผลีชีพที่ไหนเราก็จะไป”สองพี่น้องอัศวินตอบด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความยินดี เนื่องจากผู้ที่เป็นอดีตอาจารย์ และมีบุญคุณใหญ่หลวงต่อพวกเขาทั้งสองอย่างคาร์บี้ที่สี่ ขอร้องไม่ว่าจะให้พวกเขาไปตายที่ไหนก็ยอม โดยที่ยังไม่รู้เลยว่าภารกิจที่พวกเขากำลังจะได้รับมอบนี้ใหญ่ยิ่งนักและเกี่ยวข้องกับความอยู่ของสหพันธรัฐและระบอบประชาธิปไตยอันเก่าแก่ที่ยืนยงมานานกว่าสองหมื่นห้าพันปี “ถ้าเช่นนั้นเซอร์ดาวิน โปรดแจ้งภารกิจต่อสภาและอัศวินทั้งสอง”พระองค์พูดด้วยน้ำเสียงที่สุขุม จากนั้นเซอร์ดาวินก็ลุกขึ้นพร้อมกระดาษปึกใหญ่ที่มีความยาวถ้าดูแบบหยาบๆก็ประมาณร้อยกว่าหน้า ที่ประกอบไปด้วยข้อมูลถึงสถานการณ์ปัจจุบัน ต่อสภาไม่ว่าจะเป็นเหตุ ความอ่อนแอของรัฐบาลกลาง ปัญหาคอรัปชั่นของข้าราชการ ความเดือดร้อนของประชาชน ปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำ และอีกมากมายแต่ที่สำคัญที่สุดและเป็นแกนเรื่องของรายงานขนาดมหึมาและเป็นภารกิจของสองพี่น้องอัศวินซินโดม “เนื่องจากปัญหามากมายที่กล่าวมา เป็นโอกาสให้แปดรัฐทางเหนือได้แก่ ฟูเนียส สปาตูรัน ดัชชี ทีบีบ ซามิลิอูส คริสต็อง ยานาวิน และคูวาล็องภายใต้การนำของราส อังกูนักการเมืองและทหารที่ทรงอิทธิพลใช้เป็นข้ออ้างในการแยกตัวจาก ทางสภาจึงลงมติให้ท่านนาวิโร่และครากอนสองอัศวินซินโดมผู้มีความเชี่ยวชาญด้านการทูตลงไปยังรัฐยานาวินซึ่งเป็นฐานที่มั่นของบรรดาแกนนำสหภาพอิสระเพื่อใช้การทูตเจรจายุติเหตุการณ์นี้ก่อนมันจะบานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบนี้” ทั้งนาวิโร่และครากอนยืนอึ้งเมื่อฟังรายงานจบเหมือนทุกอย่างรอบกายของพวกเขาเหมือนจะหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหวลง ในใจของทั้งสองวาวุ่นครุ่นคิดด้วยความวิตกต่อความรุนแรงในภารกิจนี้มันต่างจากภารกิจทางการทูตที่ทั้งสองเคยผ่านมาเพราะมันเป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อนมาก หากทำการอะไรไม่รอบคอบและไม่ใช้สติปัญญาอย่างถี่ถ้วน อาจก่อให้เกิดการใช้กำลังตัดสินขึ้นมาหรือสงครามเต็มรูปแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาตั้งแต่ก่อตั้งสหพันธรัฐ แต่ด้วยบุญคุณและการรักษาสัจจะทางวาจาที่เป็นกฎสำคัญยิ่งอัศวิน ซินโดมจึงต้องตอบรับ “ในนามของมหาเทพยูเรียส มหาศาสดาซินโดม กษัตริย์คาร์บี้ที่สี่ สภาซินโดม และระบอบประชาธิปไตย ข้าพเจ้าทั้งสองขอให้สัจจะว่าจะทำภารกิจนี้สุดกำลังความสามารถ จนกว่าจะสำเร็ฐหรือจนกว่าดินจะกลบหน้า” จากนั้นบรรดาอัศวินซินโดมกว่าร้อยรวมถึงกษัตริย์คาร์บี้ที่สี่ต่างลุกขึ้น ปรบมือแสดงความยินดีต่อนาวิโร่และครากอนจนทำให้เสียงดังกึกก้องทั่วทั้งสภา “ชะตากรรมของสหพันธรัฐต้องขึ้นอยู่กับเราหรือนี้!”นาวิโร่กล่าวพึมพำด้วยอาการที่วิตก “อย่าได้วิตกไปเลยน้องพี่”น้ำเสียงที่ใจเย็นหลุดออกจากปากอัศวินผู้พี่ ทั้งสองเมื่อได้รับทราบภารกิจที่สภาสูงแล้วเรียบร้อยก็ออกจากสภาทันทีด้วยอาการที่ลนลานและมุ่งสู่วิหารส่วนตัวทันที ด้วยความกังวลถึงภารกิจอันหนักหนาที่รอคอยอยู่ข้างหน้าและในใจของทั้งสองก็รู้ดีว่าภารกิจนี้จะนำหายนะมาสู่ตน แต่พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากสวดอ้อนวอนต่อมหาเทพยูเรียสและมหาศาสดาซินโดมให้ช่วยคลุมครองพวกเขาจากหายนะทั้งหลายที่กำลังจะรายล้อมเข้ามา แต่พวกจะรู้หรือไหมว่าสิ่งเดียวที่สามารถช่วยให้ภารกิจที่ต้องแบ่งรับความอยู่รอดของสหพันธรัฐและประชาชนนับพันล้านนี้สำเร็จได้ คือการใช้ปัญญา สติ และหากถึงจุดวิกฤตมีอย่างเดียวที่อัศวินซินโดมทำได้คือ การใช้ดาบตัดสินตามกฎแห่งอัศวินซินโดม
เมสโธเรีย ตอนที่ 1ตำนานที่เล่าขาน
ณ ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ที่มหาเทพยูเรียส ผู้เป็นเทพสูงสุดได้ให้เป็นที่อยู่แก่สรรพสัตว์ เผ่ามนุษย์ เผ่าเอลฟ์ เผ่าคนแคระ เดิมที่ดินแดนนี้สุขสงบดังสวรรค์บนดินเผ่าต่างๆไม่ว่าจะเป็นเผ่ามนุษย์ เผ่าเอลฟ์ เผ่าคนแคระอาศัยอยู่รวมกันอย่างสันติตามประสงค์ของพระองค์ จนเมื่อเทพคิมูรัสผู้สง่างามประดุจอัญมณีแห่งสรวงสวรรค์ พระองค์เป็นเทพเจ้าแห่งสายฟ้าเป็นเทพที่มหาเทพยูเรียสโปรดปราณมากที่สุด ยูเรียสต้องส่ง จอมพลสูงสุดแห่งกองทัพสวรรค์ เทพซินโดม ผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรมและทรงพลังที่สุดซึ่งเคยปราบซาตานขณะอยู่บนสวรรค์มาแล้วลงมาปราบความชั่วร้ายของซาตานจนสำเร็จ และส่งลงไปขังไว้ยังขุมนรกอเวจีอย่างถาวร แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นบนดินแดนศักดิ์สิทธ์มีมากมายมหาศาลยากเกินที่มหาเทพยูเรียสจะเอื้อมมือไปเยี่ยวยาได้แล้วด้วยต้องสูญเสียพลังทั้งหมดไปกับการปราบซาตานจึงทำให้พระองค์สูญเสียรูปสลายกลายเป็นผงธุลี แสงสว่าง ไร้ตัวตน ไร้เพศ ไร้พลัง มีเพียงแต่ความสว่างที่แสดงว่ายังมีพระองค์อยู่ เพื่อรอวันที่เทพซินโดมลงไปจุติเพื่อเป็นมหาศาสดาไปเผยแพร่ต่อสรรพสัตว์ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์และชี้นำระบอบประชาธิปไตยแก่สรรพสัตว์เพื่อ เสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพให้บังเกิดขึ้นมาเมื่อเทพซินโดมและกริฟฟ่อนจะร่วมมือกัน และเมื่อกาลที่เทพซินโดมลงมาจุติในท้องหญิงผู้บริสุทธิ์ นาม“อเล็กซานเดอร์ ซินโดม” ณ ดินแดนอณาจักรศูนย์กลางของเผ่ามนุษย์ "เมสโธเรีย" ตำนานแห่งสรรพสิ่งในคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์
|
|||||||||||||
|
|